3 กูรูเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ "ทุนผูกขาด-หนุนงบฐานศูนย์-VATเพิ่มแทนรีดภาษีกำไรธุรกิจ"
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 66 สถาบันคึกฤทธิ์ จะจัดการอภิปรายเรื่อง “ปัญหาเศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่” โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พลังงาน และ อดีต รมว.พาณิชย์ ,ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) และม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ฯ ผู้ดำเนินรายการ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า เพื่อไปขยายผลให้การกระตุ้นรัฐบาลใหม่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤตการณ์ในโลกซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย คือ การระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามรัสเซีย - ยูเครน การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกต้องหยุดชะงักงัน ประเทศคู่ค้าของไทยถูกผลกระทบถ้วนหน้า การส่งออกของไทยหดตัวลง ขณะเดียวกันการระบาดก็เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย มีผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจหลายชนิดหยุดลง เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโรคร้าย รัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากต่อสู้กับโรคร้าย อุดหนุนผู้คนที่ตกงานจากผลกระทบของโรคร้ายและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่อยู่ในระดับ 42% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( GDP )เพิ่มขึ้นจนถึง 61%ของ GDP ทะลุเพดานหนี้เดิมและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากพรรคการเมืองต่างๆ ใช้นโยบายประชานิยมหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้กันเป็นส่วนใหญ่
แต่ทั้งนี้ก็ได้เกิดสงคราม รัสเซีย – ยูเครน ขึ้น ซึ่งมีผลให้ราคาน้ำมันและพืชผลสูงขึ้นทั่วโลก กระทบถึงต้นทุนการผลิตสินค้าของทุกคน และมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปที่สนับสนุนยูเครนในการรบ ซึ่งต้องประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงาน จนเศรษฐกิจชะงักตัวลงอีกครั้งหนึ่ง การชะงักตัวทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป(EU) นอกจากจะมีผลโดยตรงต่อการส่งออกของไทยที่ส่งไป EU แล้ว ยังมีผลทางอ้อมต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศคู่ค้าอื่นด้วย เพราะ EU เป็นผู้ซื้อของประเทศคู่ค้ารายอื่นของไทยด้วย
"วิกฤตการณ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยโดยรวมอย่างที่รู้สึกกันได้ เกิดความกลัวว่าหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นเกินเพดาน 60% ของ GDP ในขณะที่เราเก็บภาษีได้ต่ำกว่า 15% ของ GDP อาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย อีกทั้งอาจมีปัญหาด้านอื่นในเศรษฐกิจมหภาคของไทย อันเกิดจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆในโลก รวมทั้งการล้มลงของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เรายังไม่ได้ดูกันให้ละเอียดอย่างจริงจัง"
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ภาพรวมผลจากากรเลือกตั้งสะท้อนว่าคนไทยรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวช้า มีการพูดกันบ่อยครั้งว่า "รวยกระจุก จนกระจาย" และผลการเลือกตั้งออกมาพรรคก้าวไกลได้เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งสามารถสรุปนโยบายเศรษฐกิจได้ 2 ข้อ ได้แก่ การทลายระบบทุนผูกขาด และรัฐสวัสดิการ
ทั้งนี้เป็นการเก็บเงินภาษีจากคนรวย เพื่อช่วยคนจน ให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ซึ่งหากมองภาพจากนักเศรษฐศาสตร์ รายจ่ายส่วนใหญ่ 6.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่ม คนแก่ 4.2 แสนคน และเด็ก 1 แสนคน ซึ่งคนแก่มากกว่าเด็กถึง 4 เท่า โดยจะต้องใช้การเก็บภาษีค่อนข้างมาก และนโยบายส่วนใหญ่เป็นการเก็บภาษีจากคนรวย ได้แก่ ภาษีความมั่งคั่ง ,ภาษีที่ดินรายแปลง ,ภาษีบุคคลทุนใหญ่ และเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม หากต้องการฟื้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง การเก็บภาษีจากกำไรอาจมีผลต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีในบริษัทใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วยหรือไม่ และการเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น และเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น ภาษีความมั่งคั่ง ทุกอย่างเหล่านี้ไม่มากก็น้อยจะกระทบผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งในยุคที่อยากให้เศรษฐกิจฟื้นต้องคิดภาพเหล่านี้ด้วย
ขณะเดียวกันในภาวะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้นนโยบายค่อนข้างจะเร็วและแรง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ที่ 5.25% และอเมริการายงานตัวเลขด้านเงินเฟ้อล่าสุดเดือนเม.ย.66 ออกมาสูงเกินคาด ตลาดจึงคาดว่าการประชุมเฟด วันที่ 14 มิ.ย.66 นี้ ดอกเบี้ยจะมีการปรับขึ้นอีกรอบ
"ในยุคที่ทุนมีราคาแพงขึ้น แต่จะเก็บภาษีกำไรเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้การลงทุนลดลง และหากจะเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนขึ้นไปอีก และหากน้ำมันยังแพงอยู่ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นอีก ฉะนั้น จึงมีคำถามว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมั่นใจได้หรือว่าเดินต่อไปได้ในภาวะเช่นนี้"
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มองว่าแนวทางในการหารายได้เพิ่มขึ้นนั้น เห็นด้วยกับการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะการขึ้น VAT อีก 1% ก็จะมีรายได้เฉลี่ยปีละ 80,000 ล้านบาท หากขึ้น VAT เป็น 10% ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ซึ่งเป็นกรณีที่หากต้องการเก็บภาษี และมีผลกระทบต่อการลงทุนน้อยที่สุด และตามกฎหมายการเก็บ VAT อยู่ที่ 10% แต่ปัจจุบันมีการลดอัตราภาษี VAT ลงมาเหลือ 7%
ขณะเดียวกัน เกียรตินาคินภัทร ได้รวบรวมข้อมูลธนาคารขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พบว่าธนาคารขนาดใหญ่ได้หยุดเพิ่มการปล่อยกู้แล้ว สินเชื่อ -0.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าแบงก์เริ่มระมัดระวังตัว ซึ่งเครดิตบูโรก็เตือนว่ามีหนี้ที่เป็นหนี้เสียของรายย่อย 9 แสนล้านบาท และเป็นห่วงหนี้ที่กำลังเป็นลูกผีลูกคน กำลังจ่ายดอกเบี้ยได้ไม่คงเส้นคงวา อีกประมาณ 6 แสนล้านบาท รวมกันก็กว่า 1.5 ล้านล้านบาท
ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานที่เป็นลมพัดทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำได้ยาก ภาพที่มองไปข้างหน้า ลองนึกภาพว่าอเมริกาเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจ แต่หากทำมากเกินไปก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
นอกจากนี้ เกียรตินาคินภัทร ได้รวบรวมข้อมูล FDI หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยไทยไม่สามารถดึงเงินทุนจากต่างประเทศได้ดีเท่าประเทศคู่แข่ง จากช่วงต้นศตวรรษแรกของศตวรรษนี้ เคยดึงเข้ามาได้ 40% ปัจจุบันเหลือเพียง 8.9%
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามมองว่ามีสิ่งที่ท้ายทาย ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาดูแล 5 กุล่ม ได้แก่ 1. แรงงานของไทย ปี 2050 จะหายไปเกือบ 11 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของแรงงานปัจจุบัน บางประเทศ เช่น สิงคโปร์มีการนำเข้าแรงงานจำนวนมาก ,2. การศึกษาไทย เป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากขาดแรงงาน เพราะหากแรงงานมีจำนวนน้อยลง ก็ต้องมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาอัพสกิล รีสกิล จะต้องทำพร้อมๆ กัน ซึ่งมีโรงเรียนในภาคบังคับ 1.5 หมื่นโรงเรียน มีครูเพียง 5 คนต่อโรงเรียน และต้องสอนนักเรียนถึง 6 ชั้น ซึ่งจะทำให้การศึกษาเดินต่อไปได้ยาก รวมทั้งจะต้องมีการปฏิรูปหนี้ให้กับครู ,3. ความเหลื่อมล้ำด้านธุรกิจ เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลเรื่องการจัดการเรื่องทุนผูกขาด เพราะบริษัทใหญ่ในไทย 5% ทำรายได้ถึง 85% ของรายได้บริษัททั้งหมด และครองกำไรถึง 60% ของกำไรของภาคธุรกิจทั้งหมด และเมื่อดูแลเรื่องนี้แล้ว หากจะไปช่วยเอสเอ็มอี เรื่องหวยเอสเอ็มอีน่าสนใจ แต่อยากให้เอสเอ็มอีไม่เป็นเอสเอ็มอี แต่ให้เป็นยูนิคอน เป็นต้น ,4. อุตสาหกรรมของไทย ยอมรับว่าอุตสาหกรรมถูกดิสรัปชัน เพราะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ แต่รถไฟฟ้าใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ฉะนั้น ซัพพลายเชนจะถูกดิสรัปชัน แม้จะมีผู้ผลิตเข้ามาประกอบชิ้นส่วนอีวีในไทย และอีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องแย่งกับคนอื่น คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขณะนี้เป็นเรื่องที่จะต้องแข่งเอาทุนเข้ามา ส่วนภาคเกษตรจะต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการสนับสนุนจากภาพรัฐสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาททุกปี แต่เป็นการสนับสนุนที่ไม่เกิดการพัฒนา และ5. กลุ่มที่ดีมานด์ที่อ่อนไหว จะต้องไปช่วย เช่น เครดิตบูโรพูดถึงคนที่มีปัญหาเรื่องหนี้ โดยเฉพาเจน X เจน Y เพื่อไม่ให้เกิดเสียอนาคต โดยจะต้องมีการรีสกิล อัพสกิล เพื่อขอยืดเวลาการชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้มีอนาคต เป็นต้น ขณะที่เอสเอ็มอีก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน NPL รวม 20% ไม่ดีขึ้นเลยในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งยังมีความเปราะบางอยู่ วิธีแก้ปัญหาหลังยังไม่ใช่การกระตุ้นดีมานด์ แต่ยังเป็นเรื่องซัพพลาย
ขณะที่ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำ คือช่วยให้ประชาชนทำมาหากินได้สะดวก แต่การให้รัฐบาลลดค่าครองชีพ อาจทำไม่ได้ เชื่อว่าตอนนี้ทำมาหากินทำได้ ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การให้นักท่องเที่ยวเข้าออกประเทศผ่านไอทีจะทำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตค่อนข้างมาก ในตอนนี้ไทยมีปัญหาเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น ค่าเงินบาท รวมถึงค่าจ้างจะเพิ่มทันเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะจะกระทบค่าครองชีพจากของแพง ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตามก็ต้องทำ แม้ดอกเบี้ยจะขึ้นและจะขึ้นต่อในวันที่ 31 พ.ค.นี้ อีก 0.25% เป็น 2% แต่ไม่โหดเท่าค่าครองชีพที่แพง
ส่วนในเวลานี้ภาคการท่องเที่ยวดี จะทำให้เศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี เติบโต 3-4% แต่ประชาชนรู้สึกค่าครองชีพสูง ประชาชนก็เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข ช่วยเหลือ และคุมราคา ซึ่งมองว่าประเทศไทยคุมราคาไม่ได้ และฐานะการคลังมีจำกัด การจะทำนโยบายต้องดูหนี้สาธารณะชนเพดานหรือไม่ โดยเฉพาะนโยบายการใช้เงิน แต่หากพูดในฐานะการเงินประเทศไทยดี มีเงินสำรองสูงเกิน 2 แสนล้านดอลลาร์ มีหนี้ระยะสั้นน้อย มีสภาพคล่องสูง ส่วนตลาดทุนไทยมีมาร์เก็ตแคป 18-19 ล้านล้านบาท พันธบัตร 16 ล้านล้านบาท แม้หนี้ประชาชนสูงมองว่าไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจพัง แต่ถ้าสถาบันการเงินพัง การคลังพัง สุดท้ายเศรษฐกิจจะพัง
ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจจะปรับอย่างไร ต้องไปดูภาพของโลกปัญหาใหญ่คือความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้น โลกร้อน ความเสี่ยงที่กำลังจะเจอต่อไป และมีโอกาสการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกำลังมาแรง สิ่งที่ควรทำ คือ ส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจ ทั้งการผลิต และซัพพลายเชน สร้างความเข้มแข็งชุมชน หลายจังหวัดช่วยตัวเองได้ มีแผนพัฒนาดิน น้ำ พัฒนาด้านเทคโลยีในชุมชน พัฒนาการศึกษา และแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ถ้าแก้ได้ช่วยได้ทุกกลุ่ม ทำทุกอย่างเปิดเผยเป็นธรรม
"ผมมองว่าในเรื่องการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ ถือเป็นประโยชน์และเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ประหยัดงบประมาณได้ นำไปใช้อย่างอื่นที่มีประโยชน์ แต่คงไม่ทันในปีงบประมาณ 67 เพราะการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลา อาจทำทันในปีงบประมาณถัดไป"