“สมอ.”เพิกถอนใบอนุญาตผู้นำเข้านอกแถว ไม่แจ้งข้อมูลนำเข้าสกัดสินค้าไร้มาตรฐาน รุกสอบเชิงลึก
สมอ.สั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบการนำเข้าสินค้ากว่า 1,000 ฉบับหลังให้เวลากว่า 1 ปี แจ้งข้อมูลปริมาณการนำเข้าสินค้า แต่กลับไม่แจ้ง จึงสั่งเพิกถอนใบอนุญาตพวกผู้นำเข้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยเหล่านี้ และจะติดตามตรวจสอบให้ถึงที่สุดต่อไป
นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)เปิดเผยว่า สมอ.สั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าที่ สมอ.ควบคุม ซึ่งเป็นสินค้าที่หากไม่ได้มาตรฐานแล้วจะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ จำนวน 1,129 ฉบับ เนื่องจากไม่แจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ก่อนเพิกถอนใบอนุญาต สมอ.ได้ดำเนินการทั้งแจ้งเตือน และสั่งพักใช้ใบอนุญาตมาแล้ว ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตที่ผู้นำเข้าต้องแจ้งปริมาณการนำเข้าสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาจำหน่าย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ
สำหรับสินค้าที่ผู้ประกอบการนำเข้า และถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 1,129 ฉบับ เป็นสินค้าที่ สมอ.ควบคุมได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 707 ฉบับ ของเล่น 341 ฉบับ เหล็กและวัสดุก่อสร้าง 52 ฉบับ เครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก ก๊อกน้ำ ฝักบัวอาบน้ำ 25 ฉบับ เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก 3 ฉบับ และกระจกนิรภัยสำหรับยานยนต์ 1 ฉบับ ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สมอ.จึงต้องควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าว จะไม่สามารถขออนุญาตนำเข้าสินค้าชนิดนั้นได้ จนกว่าจะพ้น 6 เดือน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง โดย สมอ.จะตรวจสอบผู้ประกอบการเหล่านี้ต่อไปให้ถึงที่สุดว่า ที่ผ่านมานำเข้าสินค้าอะไรเข้ามาบ้าง และทำไมไม่ยอมแจ้งการนำเข้า หากมีการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้รับใบอนุญาต จะต้องโดนลงโทษตามกฎหมายเพิ่มอีกด้วย
“การดำเนินการดังกล่าวของ สมอ.เป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำให้ สมอ.ดูแลผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากการใช้สินค้าที่ดี มีมาตรฐาน นอกจากภารกิจด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้แล้ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการให้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่เอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค เพราะนอกจากท่านจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ท่านยังไม่สามารถค้าขายสินค้านั้นได้อีกจนกว่าจะดำเนินการอย่างถูกต้อง”