“อาชญากรรมทางไซเบอร์” สารพัดกลโกงระบาดหนัก DES – PCT เร่งกวาดล้าง เตือน! ศึกษาข้อมูลก่อนตกเป็นเหยื่อ 

เศรษฐกิจ30 ก.ย. 2565 • 23:00 น.
“อาชญากรรมทางไซเบอร์” สารพัดกลโกงระบาดหนัก DES – PCT เร่งกวาดล้าง เตือน! ศึกษาข้อมูลก่อนตกเป็นเหยื่อ 

ปัจจุบันอาชญากรรมบนโลกออนไลน์ หรือ “อาชญากรรมทางไซเบอร์” (Cybercrime) โดยมิจฉาชีพเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีเพื่อหลอกเหยื่อให้หลงกลแล้วได้เงินมาแบบง่ายๆ  เป็นภัยร้ายใกล้ตัวเพียงแค่ปลายนิ้ว เพียงแค่เปิดคอมพิวเตอร์หรือใช้งานอินเตอร์เน็ต คุณก็อาจจะตกเป็นเหยื่อจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้โดยไม่รู้ตัว 

จากปัญหานี้ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (ดีอีเอส) ได้ลงมือปราบปรามอย่างจริงจังโดยตั้ง “คณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” โดยมี “นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธาน โดยมุ่งเน้นในการหาแนวทางแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่พบมากในปัจจุบัน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ/เก็งกำไรค่าเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Forex-3D) การหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ การกดลิงก์แล้วทำให้ถูกโอนเงินออกจากบัญชี เป็นต้น 

ทั้งนี้ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ได้สอบถามไปยัง นายชัยวุฒิ รมว.ดีอีเอส ถึงข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหา โดยได้กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น ซึ่งได้แนวทางแก้ปัญหา ดังนี้ 1.เว็บไซต์หรือสื่อโซเชียล ที่มีการโฆษณาหรือเชิญชวนลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน (FX) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากกิจการนี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. และได้รับใบอนุญาต ขณะที่ปัจจุบันยังไม่เคยมีการให้ใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราบนแพลตฟอร์มออนไลน์/โซเชียล ดังนั้นหากพบพฤติกรรมนี้ถือว่าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ กรณีที่บางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย มีการโฆษณา หลอกชักชวนลงทุน หรือหลอก ให้คนเอาเงินมาฝากเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เชิญชวนขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน (FX) โดยให้สัญญาว่าจะให้ผลตอนแทนสูงผิดปกติเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน 

2.การหลอกลวงลงทุนผ่านเว็บ/โซเชียล จากการหารือกับผู้แทน ก.ล.ต. ได้รับคำยืนยันว่า ก.ล.ต. มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะในส่วนที่เป็นหลักทรัพย์ ที่กฎหมายมีอำนาจ ซึ่งล่าสุดครอบคลุมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ส่วนกรณีเป็นสินทรัพย์อื่นๆ เช่น กรณีฟาร์มเห็ด Turtle Farm ก.ล.ต. จะไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ อย่างไรก็ตาม การหลอกลวงรูปแบบนี้ สามารถใช้อำนาจ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ เพราะพฤติกรรมการเชิญชวนลงทุนและมีผลตอนแทนสูง 

“จากการหารือกับทุกฝ่ายร่วมกันวันนี้ ยังมีข้อสรุปถึงแนวทางป้องกันสำหรับ 2 ปัญหาข้างต้น โดยทางกระทรวงดิจิทัลฯ จะใช้ระบ social listening คือ การเก็บข้อมูลของผู้บริโภคที่อยู่บนโซเชียลมีเดีย เพื่อจัดส่งไปให้ ธปท. และ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่าเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ และหากพบว่าเป็นเว็บ/โซเชียลผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินขั้นตอนประสานขอคำสั่งศาลเพื่อปิดเว็บ/โซเชียลเหล่านั้นทันที โดยอาศ้ยอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ”  

และ 3.การหลอกดูดเงินจากบัญชีผ่านโมบายแอพฯ ซึ่งได้ตรวจสอบกับ ธปท.พบว่า มีกรณีเกิดขึ้นจริง เนื่องจากผู้เสียหายหลงเชื่อ คลิกเปิดลิงก์ที่มิจฉาชีพส่งเข้ามาทางมือถือ ทำให้ถูกควบคุมมือถือจากทางไกล (remote control) โดยมิจฉาชีพจะเห็นข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือของเหยื่อ ทำให้แฮ็กรหัส OTP ที่ใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์ และสั่งโอนเงินจากบัญชีผ่านแอพฯได้ 

ปัจจุบัน ธปท. ได้แจ้งเตือนธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้ทำการปรับปรุงระบบโมบายแบงกิ้งเพื่อให้ทำการปิดระบบโอนเงินทันทีเมื่อพบว่ามือถือหมายเลขนั้นๆ ถูกแฮ็กทางไกล ซึ่งปัจจุบันมี 2 ธนาคารที่ทำการปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ดังนั้นอยากขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ เร่งทำการอัพเดทด้วย 

“ที่ผ่านมา มีการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ ใช้ช่องทางโซเชียลชักชวนลงทุน มีการใช้อินฟูลเอนเซอร์ ดารา คนดังที่มีคนติดตาม ทำให้ประชาชนสนใจอย่างแพร่หลาย และทำให้คนหลงเชื่อตามกันมาลงทุน จนเกิดความเสียหายในวงกว้าง เพื่อป้องกันปัญหา ถ้าสำนักงาน ก.ล.ต. ธปท. หรือหน่วยงานใดพบพฤติกรรมหลอกลวง มีการระดมทุนจากประชาชนอย่างผิดกฎหมาย ก็เร่งตรวจสอบ รวบรวมหลักฐาน ส่งกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อจะได้ดำเนินการเร่งปิดกั้นก่อนที่จะสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในวงกว้าง” 

ขณะที่ด้านตำรวจ “พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์” รองผบ.ตร.ในฐานะ ผู้อำนวยการ “ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” (ศปอส.ตร.) หรือ PCT กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ “แก๊งมิจฉาชีพ” จึงขอฝากเตือนภัยประชาชนให้ทราบถึงวิธีการต่าง ๆ ที่คนร้ายมักใช้ในการหลอกเหยื่อบนโลกออนไลน์ รวม 17 ข้อ ดังนี้ (1)ชื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า (2)หลอกให้ทำงานออนไลน (3)หลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ (4)หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน (5)ข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว(Call Center) (6)ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้สินค้า(เป็นขบวนการ) (7)ชื้อสินค้าแต่ได้ไม่ตรงตามโฆษณา (8)หลอกให้รักแล้วลงทุน (9)หลอกให้รักแล้วโอนเงิน (10)ปลอมโปรไฟล์เพื่อหลอกยืมเงิน (11)หลอกลวงเกี่ยวกับเงินดิจิทัล (12)แฮคระบบคอมพิวเตอร์ (13)ล่วงละเมิดทางเพศ (14)ข่าวปลอม (fake news) (15)แชร์ลูกโซ่ (16)การเรียกค่าไถ่ทางคอมพิวเตอร์(Ransomeware) และ(17)ค้ามนุษย์ในรูปแบบขบวนการ 

ดังนั้นจึงอยากให้ประชาชนมีสติคิดก่อนจะทำ “ธุรกรรมทางการเงิน” หากพบเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน บช.สอท.1441 หรือ ศูนย์ PCT 08-1866-3000 หรือผู้เสียหายสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com หรือติดตามรูปแบบการประชาสัมพันธ์กลโกงได้ที่ pctpr.police.go.th 

เทคโนโลยีเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ แต่ก็แฝงมาด้วยภัยอันตรายที่อาจทำให้เราตกเป็นเหยื่อ “มิจฉาชีพ” 

ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ!!!