ข้อมูลการบินไทย (บางด้าน) จาก "บรรยง"
นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า....
ข้อมูลการบินไทย(บางด้าน)……(5พค.2563)
มีคนไปตำหนิผมว่า ชอบวิจารณ์การบินไทยแบบมั่วๆ โดยเฉพาะเรื่องใช้คนมากเกิน(เข้าใจว่าผู้ตำหนิน่าจะเป็นพนักงานนะครับ) เลยขอเอาข้อมูลเมื่อปี 2014ที่เคยศึกษาตอนที่พยายามช่วยคุณจรัมพรฟื้นฟูอยู่มาให้ดูนะครับ มาปัจจุบันผมไม่คิดว่าได้ปรับปรุงทำอะไรไปสักเท่าไหร่นะ
“ขอเรียนว่า ข้อมูลปัจจุบัน(2014)เป็นดังนี้ครับ....
SQ มี เครื่องบิน 106 ลำ มีAvailable Seat Kilometre(ASK) 120,502 ล้าน มีรายได้(2014) 297,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 10,100 ล้านบาท มีพนักงาน 14,240 คน สร้างรายได้คนละ 20.90 ล้านบาท
ส่วนของ THAI มีเครื่องบิน 83 ลำ ASK 81,652 ล้าน มีรายได้ 194,000 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 15,600 ล้านบาท มีพนักงาน 25,323 คน สร้างรายได้คนละ 7.66 ล้านบาท
หรือถ้าจะเทียบกับ Cathay Pacific (รวมDragon Air) ซึ่งมีเครื่องบิน 182 ลำ มีASK 134,711 มีรายได้ 427,515 ล้านบาท มีกำไร 18,876 ล้านบาท พนักงาน 27,672 คน สร้างรายได้คนละ 15.47 ล้านบาท
ทั้งสามสายการบินเป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคนี้ ลองดูเรื่องตัวเลข Productivityเปรียบเทียบในด้านต่างๆแล้ว เห็นได้ชัดเลยครับ ว่าเราต้องปรับปรุงอย่างมาก ถ้าต้องการเป็นองค์กรที่ประสพความสำเร็จอย่างยั่งยืน”
เชื่อไหมครับ ถ้านับเงินเดือนเปรียบเทียบรายหัวรายตำแหน่งของเราตำ่กว่าของเขามากทีเดียว โดยเฉพาะตำแหน่งบริหาร ยกตัวอย่าง ตอนผมเป็นกรรมการ CFOการบินไทยเงินเดือน 180,000 ขณะที่ของ SQเขาได้ปีละ 25ล้านบาท(1ล้านSing$) ต่างกันสิบเท่า ทั้งลูกเรือเราก็ไม่ได้มากเท่าเขาเลย แต่ความที่เรา ใข้คนเยอะกว่ามาก แถมสร้างรายได้ได้ต่ำ ค่าใช้จ่ายบุคคลากรรวมต่อรายได้ เราเลยสูงกว่าเขาเยอะ
ผมเคยบ่นเรื่องนี้ในที่ประชุมกรรมการ และเสนอว่าเราต้องปรับเงินเดือนผู้บริหารเพื่อจูงใจคนคุณภาพให้เข้ามาร่วมงาน มีบอร์ดอาวุโสท่านหนึ่ง(ขอสงวนนาม)หัวเราะแล้วบอกผมว่า “คุณบรรยง คุณนี่ไร้เดียงสาจริงๆ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจน่ะเขาไม่ต้องให้เงินเยอะหรอก เขาให้เขี้ยว แล้วให้ไปล่าเนื้อเอาเอง ไม่มีใครสนเงินเดือนเท่าไหร่หรอก” (จนวันนี้ผมยังไม่เข้าใจเลยครับ ว่าท่านหมายความว่าอะไร)
…ไหนๆเรื่องการบินไทยก็เป็นประเด็นที่สำคัญ สังคมเกิดสนใจขึ้นมา ผมก็เลยขอเล่าประสบการณ์เล็กๆให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง
ประมาณปี 2552 ตอนที่ผมเป็นกรรมการอยู่ คณะกรรมการส่วนหนึ่ง ได้ร่วมทางกับDD ดร.ปิยสวัสดิ์ไปดูงาน แสดงสินค้าการบินที่ Hamburg เราได้ไปเยี่ยมชม Headquarter ของ Lufthansa Technic (ฝ่ายช่างของLufthansa) ซึ่งตั้งอยู่ที่Hamburg CEOของLufthansa Technic(LT)ได้มาต้อนรับพาชมด้วยตนเอง
ในการประชุมบรรยายสรุป เราได้ข้อมูลว่า Lufthansa Technic ดูแลเครื่องบินอยู่ประมาณ 800ลำ (ของเขาเอง300 ของคนอื่น500) มีศูนย์อยู่สามแห่ง ที่เอเชียอยู่ที่ฟิลิปปินส์ มีคนทั้งหมดหกพันคน ซึ่งฝ่ายช่างการบินไทยที่ดูแลอยู่ร้อยลำเรามีคนสี่พันเศษ เทียบกันคร่าวๆแล้วเท่ากับว่า เขามีProductivityสูงกว่าเรามากกว่าห้าเท่าตัว ซึ่งถึงแม้ค่าจ้างเราจะตำ่กว่ามาก แต่เชื่อไหมครับเมื่อรวมค่าล่วงเวลาด้วย ฝ่ายช่างการบินไทยมีรายได้ต่อคนไม่ตำ่เลย (มีคนบอกว่าเรามีค่าล่วงเวลาในสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก …ส่วนใหญ่ช่างทำงานOvertime มากกว่าในเวลา ....ไปเช็คกันดูนะครับ)
อีกเรื่องที่เขาแปลกใจ ก็คือ การที่การบินไทยมีตัวเลขอะไหล่ในสต็อคสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปมากหลายเท่าตัว ซึ่งเราเข้าใจมาตลอดว่า การที่เรามีเครื่องมากรุ่น และมีเครื่องยนตร์ตั้งสามยี่ห้อ ตามใบสั่งของผู้มีอำนาจในการจัดซื้อแต่แต่ละคราวทำให้ต้องสต็อคอะไหล่ไว้มากกว่า ทางCEO LTเขาบอกว่า นั่นก็อาจเป็นได้ แต่ก็ไม่ควรเกิน 20% เพราะการซ่อมการMaintenanceเครื่องบินนั้น >95%เป็น Scheduled Maintenance รู้ล่วงหน้าเป็นปี ว่าลำไหน วันไหนจะเปลี่ยนอะไร วางแผนล่วงหน้าได้ ไม่มีใครเขาซ่อมเมื่อเสียแล้ว(พวกนั้นมีน้อยมาก) เพราะฉะนั้นเขาก็วางแผนสั่งอะไหล่ได้ล่วงหน้า ไม่ต้องซื้อมากองไว้เยอะแยะ เสียทั้งเงินเสียทั้งค่าเก็บรักษา นอกจากจะมีคนอยากจัดซื้อเยอะๆ หรือคนขายอยากให้ซื้อ เขาแนะนำให้เราตรวจสอบปรับปรุงระบบจัดซื้อ ระบบสต็อคของของฝ่ายช่าง จะประหยัดเงินได้เยอะทีเดียว …ซึ่งเรื่องนี้ผมกับกรรมการบางท่านเคยปรึกษากับดร.ปิยสวัสดิ์ว่าจะต้องรื้อใหญ่ แต่น่าเสียดายที่หลังจากนั้นไม่นาน มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กรรมการหลายคนรวมทั้งผมถูกขอให้ลาออกมาเสีย และดร.ปิยสวัสดิ์ก็ถูกไล่ออกตามมา เลยยังไม่ได้ทันทำอะไร (ฝ่ายช่างนี้แตะต้องยากที่สุดนะครับ แค่เขาส่งสัญญาณมาว่า “เดี๋ยวการซ่อมมีปัญหานะ” ทุกคนก็หัวหดแล้วครับ)
อีกเรื่องที่อาจเป็นประโยชน์มาก คือ ทางCEOของLTเล่าให้ฟังถึงการที่เขาช่วยฟื้นฟูฝ่ายช่างของPhilippines Airline ที่เคยมีปัญหามาก ขาดทุนเละเทะคล้ายๆของเรา โดยเขาเข้าไปถือหุ้น51%แล้วเข้าบริหาร ภายในสองปีสามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีกำไรได้ แต่ต้องลดคนเกือบครึ่ง ย้ายไปทำอย่างอื่น
เรื่องนี้ผมถามเขากลางที่ประชุมเลยว่า ถ้าเราSpin -offฝ่ายช่างตั้งเป็นบริษัทแล้วให้เขาถือหุ้นสัก40%และรับภาระบริหารจะสนใจไหม คุณCEOลุกขึ้นยื่นมือมาเลยว่า จับมือเซ็นMOUกันเลยไหม เขาสนใจมาก จะให้ไปเลิกพี่ปินส์ จะให้จ่ายค่าหุ้นแพงมีพรีเมี่ยมก็เอาทั้งนั้น
นี่แหละครับ ฝ่ายช่าง ฝ่ายCargo ฝ่ายบริการภาคพื้นหรือแม้แต่ครัวการบิน ที่เราทำเองแล้วไม่มีกำไร หรือกำไรไม่ดี ผมสนับสนุนให้Spin off หาพาร์ตเนอร์เก่งๆมาบริหาร แล้วเราค่อยเรียนรู้ไปกับเขา เผื่ออนาคตจะได้เก่งตาม
แต่อย่างว่าแหละครับ พาร์ตเนอร์เก่งๆเขาก็ต้องปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส พนักงานก็คงใช้น้อยคนลง แถมต้องทำงานหนักขึ้น การจัดซื้อจัดจ้างก็คงไม่ยอมให้หลวมๆเหมือนเดิม คนคงไม่ชอบกันเยอะ ทั้งผู้มีอำนาจควบคุม ทั้งผู้บริหาร ทั้งสหภาพ พนักงาน แถมด้วยSupplierทั้งหลายที่เคยอิ่มเอม
ทั้งหมดนี่ มาเล่าเพราะหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการผ่าตัดฟื้นฟู”การบินไทย”ให้กลับมายิ่งยงได้อีกครั้งนะครับ ซึ่งทุกครั้งที่เขียนถึง”การบินไทย”ก็มักจะได้เรียกแขกบางคนบางพวก …เชิญเลยนะครับ แต่ถ้าใครจะมาประเภทด่าว่า ตอนเป็นกรรมการไม่เห็นทำอะไรเลย ก็ขอเชิญไปรื้อบทความเก่าๆมาอ่านซะก่อนหน่อยนะครับ
ปล. เมื่อเกือบห้าปีก่อน ตอนที่ยังพยายามช่วยฟื้นฟูในฐานะซุปเปอร์ยอร์ดอยู่ ผมเคยแนะให้คุณจรัมพรปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยว่าจ้างให้ACCENTUREที่ปรึกษาที่เคยใข้เวลาเพียงเดือนเดียวประหยัดให้เราไปเกือบสี่ร้อยล้าน แล้วทั้งผมทั้งAccentureก็ถูกเชิญออกให้กลับมาทำใหม่ คุณจรัมพรเห็นด้วย เอาไปเสนอในบอร์ด แต่ไม่ได้รับอนุมัติ … แล้วเรื่องปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้น วันรุ่งขึ้นมีอดีตผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยสองคน ชื่อนายโยธิน กับนายสุเทพ ไปยื่นเรื่องร้องเรียนกับ ปปช. ว่าผมทำผิดคอร์รัปชั่นไปว่าจ้างAccentureมา”กินหัวคิว”จัดซื้อจัดจ้าง ผิดระเบียบราชการ เรียกแถลงข่าว ไปออกรายการทีวีของนายดนัย ประนามผม เขียนเฟสบุ้คกระแนะกระแหนผมอีกเป็นหลายเดือน แต่ผมไม่คิดจะตอบโต้เพราะไม่เห็นว่ามีราคา มีสาระประโยชน์อันใด นี่ก็นั่งรอมาจะห้าปีแล้ว ไม่เห็นปปช.จะติดต่อสืบสวนอะไรเลย จะได้ชี้แจงให้ชัดๆว่า ที่ทำไปน่ะเป็นเรื่องดีมีประโยชน์อย่างไร
อยู่ประเทศนี้ ทำดีมันยากจริงๆครับ