จับตาแก้ปัญหา “สนามบินสุวรรณภูมิ” หวังดันเป็นฮับการบิน “ความแออัด-เจ้าหน้าที่ไม่พอ-ค่าตั๋วแพง” อุปสรรคที่ต้องผ่าน
ใกล้ถึงฤดูท่องเที่ยวของคนไทย ที่เวลานี้จะเห็นได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เดินทางเข้า-ออก ประเทศกันสนุกสนาน โดยเส้นทางที่เดินทางมากที่สุด คือ การเดินทางด้วยสายการบิน ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผ่านทางสนามบิน
ทั้งนี้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง “เศรษฐา ทวีสิน” ให้ความสำคัญกับการให้บริการของ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นประตูสำคัญในการต้อนรับ และส่งผู้โดยสาร ที่เดินทางมายังประเทศไทย
โดยจะเห็นได้จากการที่ “นายกฯเศรษฐา” จะแอบไปตรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อยู่บ่อยครั้ง เพื่อดูการทำงาน ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้แวะไปตรวจระบบบริการของสนามบินสุวรรณภูมิแบบไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
โดยมีการแสดงความเห็นว่า “หลังจากเคยมาตรวจแบบนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วโดยครั้งนั้นมาตรวจช่วงเช้า วันนี้จึงมาช่วงเย็น ซึ่งผู้โดยสารหนาแน่นพอควร ผมเริ่มจับเวลาการให้บริการภายในสนามบิน โดยเริ่มจับเวลาตั้งแต่ลงรถ เข้าสู่ระบบเช็คอิน ระบบรักษาความปลอดภัย เดินไปถึงเทอร์มินอล จนรอขึ้นเครื่อง และขาเข้า ตั้งแต่ลงเครื่อง มาถึงจุด Immigration และระบบการจัดการทั้งหมดแบบละเอียด พบว่าใช้เวลามาก จึงสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า เราจะสามารถฟิกเวลาได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่นอน ซึ่งส่วนนี้จะต้องมีการปรับปรุงแบบด่วนที่สุด อยากให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นการท่าฯ หรือ ตม.ร่วมแรงร่วมใจกันลงไปตรวจสอบระบบช่วงเวลาที่คนหนาแน่นมาก ๆ ด้วยตัวเอง จะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหาตรงจุดไหน และครั้งหน้าผมก็จะลงมาตรวจด้วยตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง อีกทั้งเรากำลังพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบิน และกำลังเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทุกชาติ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีจิตบริการ ใส่ใจนักท่องเที่ยว ให้เขาประทับใจตั้งแต่ก้าวขาลงจากเครื่องบิน ไม่อยากให้ทุกท่านมองว่าสิ่งที่ไม่พร้อมเป็นปัญหา วันนี้มาเพราะมองทุกอย่างเป็นโอกาสที่เราจะทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยดีขึ้น” นายกฯระบุ
ดังนั้นงานนี้ผู้บริหารท่าอากาศยานฯออกมารับลูกทันที ซึ่ง “นายกีรติ กิจมานะวัฒน์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ร่วมกับ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (ผบก.ตม.2) ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่า ตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ มีผู้โดยสารมาใช้บริการในชั่วโมงคับคั่งประมาณ 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง โดยมีผู้โดยสารรอคิวในกระบวนการรวมที่ จุดตรวจค้นและจุดตรวจหนังสือเดินทาง ในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่นสูงสุดอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 10 นาที และมีระยะเวลารอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 46 นาที ซึ่งยังคงนานเกินกว่าที่ ทอท.ได้ตั้งเป้าไว้ ว่าทั้งกระบวนการระยะเวลารอรวม ไม่ควรเกิน 30 นาที ดังนั้น ทอท. จึงมีนโยบายเร่งด่วนในการปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มความเร็วในการให้บริการ ดังนี้
1. จัดจ้างเจ้าหน้าที่สนับสนุนกระบวนการตรวจค้น และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในท่าอากาศยาน จำนวน 800 อัตรา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้โดยสารทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ภายในวันที่ 30 มีนาคม นี้
2. ประสานความร่วมมือจาก ตม.2 ในการจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจลงตราให้เต็มทุกเคาน์เตอร์ก่อนเข้าสู่ชั่วโมงคับคั่ง และการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ซึ่งทาง ตม.2 ได้บรรจุเจ้าหน้าที่ใหม่แล้วจำนวน 200 อัตรา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการอบรมภาคทฤษฎีคาดว่าจะสามารถ เริ่มปฏิบัติงานได้จริงตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ รวมทั้งยังมีแผนที่จะขอบรรจุอัตรากำลังเพิ่มอีก 400 อัตรา รวมเป็น 600 อัตราภายในปีนี้
3. ติดตั้งระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic channels) ทั้งในส่วนของผู้โดยสารขาเข้า และขาออกเพิ่มเติม ตลอดจนพัฒนาซอฟต์แวร์ของระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จำนวน 80 ช่องตรวจ โดยจะติดตั้งระบบ 20 ชุดแรก ภายในวันที่ 15 มิถุนายนปีนี้ และจะติดตั้งให้แล้วเสร็จทั้งหมด ภายในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้
4. ประสานความร่วมมือในการขออนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจค้นให้สอดรับกับรูปแบบการเดินทางในปัจจุบัน เช่น การตรวจ Power bank รวมถึงการลดขั้นตอนการถอดรองเท้าของผู้โดยสาร โดย ทอท.ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุนแล้ว สามารถลดขั้นตอนบางส่วนลงได้ แต่ยังคงมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ซึ่งทั้งหมดจะช่วยลดระยะเวลาบริการและความแออัดของผู้โดยสารขาออกได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งเรื่องที่กำลังจับตามองของนักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้บริการสายการบินเดินทางไปยังจังหวัดภูเก็ต ล่าสุดเที่ยวบินชั้นประหยัดไปกลับ "เส้นทาง ภูเก็ต-กรุงเทพฯ" ราคาแพงทะลุหลักหมื่นบาท และเป็นที่ทราบกันว่าราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเทศกาล รวมถึงการซื้อตั๋วในเวลากระชั้นชิดใกล้วันเดินทางตั๋วจะราคาแพงขึ้นสูงสุด แต่ทั้งนี้จะไม่เกินเพดานค่าโดยสารที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) มีการกำหนดไว้ ขณะเดียวกันการจองตั๋วล่วงหน้านานๆ จะได้ตั๋วในราคาค่อนข้างต่ำ
งานนี้ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.คมนาคม สั่งการให้คณะกรรมการการบินพลเรือนจัดทำระดับเพดานราคาไว้แล้ว ให้ไปดูว่าจะปรับสูตร ราคาให้ลดลงได้อีกหรือไม่ เพราะสูตรคำนวณจะมีเรื่องหลักการราคาค่าน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันลดลง ดังนั้นโอกาสที่ราคาตั๋วจะถูกลงก็เป็นไปได้ รวมถึงให้เพิ่มไฟลต์บิน เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างสะดวก
งานนี้จึงเป็นการวัดฝีมือในการแก้ปัญหาการเดินทางของประชาชนที่จะว่ายาก ก็ว่ายาก จะว่าง่ายก็ทำได้!!!
จริงไหมครับ!!