โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเกมวัดใจ“รัฐบาลเศรษฐา” “นักวิชาการ”เชื่อมี “ผลดี-ผลเสีย” ทำต้องรอบคอบ!
หลังจากที่มีกระแสท้วงติง และ ไม่เห็นด้วย กับเกณฑ์การจ่ายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาลออกมาจากหลายฝ่าย ล่าสุด คณะอนุกรรมการเงินดิจิทัลมีการพิจารณาปรับเกณฑ์การแจกเงินดิจิทัลใหม่ โดยอาจจะแจกเฉพาะผู้มีรายได้น้อย หรือ ผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ และจะทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ จากเดิมที่จ่ายครั้งเดียว 10,000 บาท
ทั้งนี้ “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง บอกว่า นโยบายทุกนโยบายของรัฐในอดีตล้วนมีทั้งเสียงตอบรับและเสียงเห็นต่าง แต่ทุกเสียงเราต้องรับฟังทุกเสียงรอบด้าน ต้องการฟังเหตุผลว่าเขาสนับสนุนเพราะอะไร เขาคัดค้านเพราะอะไร รัฐบาลขอให้ความมั่นใจว่านโยบายนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินให้คนจน โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อยปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ นี่คือความตั้งใจ และนอกจากนี้ยังลดความเหลื่อมล้ำ ลดการกระจุกตัวของสินทรัพย์
ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการมีความเห็นในเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital wallet) นั้น มีมุมมองที่น่าสนใจ โดย “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร” คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมุมมองว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต หรือ กระเป๋าเงินดิจิทัล เป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความปลอดภัยสูง และตรวจสอบได้ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โครงการดังกล่าวที่จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วยการกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในกรอบงบประมาณ 560,000 ล้านบาท
จุดที่น่าสนใจคือที่มาของงบประมาณ 560,000 ล้านบาทของรัฐบาล ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวสามารถจะดำเนินการได้อย่างไรตามกรอบของรัฐธรรมนูยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงวินัยการคลังของรัฐบาล ในปัจจุบันที่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง และการสู้รบในประเทศอิสราเอลที่มีแนวโน้มขยายไปยังประเทศรอบข้างเพิ่มมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกมีการชะลอตัวลง และส่งผลกับประเทศไทยโดยตรง โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องเงินเฟ้อของประเทศ ในปัจจุบันราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดีในการที่จะทำให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศผ่าน โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต แต่หากประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ควรมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางจะชะลอตัวลง ในปัจจุบันนั้นงบประมาณของภาครัฐ ผลกระทบจากการที่มีการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงของการอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ทำให้ประกาศใช้บังคับไม่ทัน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงของการอนุมัติงบประมาณของภาครัฐทำให้ งบประมาณปี 2567 ซึ่งคาดว่าหลังจากได้รัฐบาลใหม่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จะมีผลใช้บังคับได้ภายหลังเดือนพฤษภาคม 2567 โดยการขยายระยะเวลาในการใช้จ่ายไปพลางก่อนจาก 6 เดือนเป็น 8 เดือน คือตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 – พ.ค.2567 ซึ่งทำให้ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่มีการวางแผนไว้ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐนั้นไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ กล่าวว่า โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต มีแผนการดำเนินการ ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปจะได้รับสวัสดิการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital wallet) จำนวน 10,000 บาทต่อคน เป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนเพื่อจับจ่ายใช้สอย เมื่อมีการบริโภคมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มการผลิต การจ้างงาน ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นทั้งจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคล กลับมาเป็นรายได้ของรัฐบาล โดยโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต สามารถใช้จ่ายได้เฉพาะร้านค้าชุมชนและบริการที่ อยู่ในรัศมี 4 กิโลเมตร เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน และต้องใช้ภายใน 6 เดือน ได้รับครั้งเดียว 10,000 บาทต่อคน ไม่สามารถเบิกถอนเป็นเงินสดได้ โดยจะมีการลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะเปิดให้ ร้านค้าที่สนใจ ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณเดือน พ.ย. 66 การกระตุ้นเศรษฐกิจของโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการกระตุ้นครั้งใหญ่ครั้งเดียวซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจที่จะเห็นผลได้ชัดเจน แต่ควรระมัดระวังและมีมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด การตัดสินใจโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ของรัฐบาลต้องอยู่บนเงื่อนไขที่จะไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ
เช่นเดียวกับ “รศ.ดร.ชัยรัตน์ เอี่ยมกุลวัฒน์” คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวคิดด้านนโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคเพื่อไทย ยังไม่มีการประกาศนโยบายที่ชัดเจนและไม่เคยได้ยินการให้สวัสดิการผู้สูงอายุ 3,000 บาทถ้วนหน้า ทั้งที่การช่วยเหลือเด็กและผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าเป็นเรื่องช่วยเหลือคนที่เปราะบางหรือค่อนข้างที่จะมีรายได้ต่ำ
“ในส่วนงบประมาณ 560,000 ล้านบาทนั้น โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับการนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นแนวนโยบายใหม่ที่ต้องลองจึงจะเห็นผลว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร ซึ่งหากจะเสนอให้นำเงินก้อนนี้มาแจกให้กับผู้สูงอายุและเด็ก เลือกกลุ่มผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปีมีรายได้และการออมกว่าต่ำค่าเฉลี่ยของคนในประเทศ ถ้ากลุ่มนี้ได้เงินไปโดยใช้งบประมาณ 450,000 ล้านบาทให้กับผู้สูงอายุ 1 ปีซึ่งได้แค่ 1 ปี ไม่ใช่ได้ทุกปี คิดว่าเศรษฐกิจจะมีการเติบโตมากกว่าการแจกถ้วนหน้า เพราะว่าคนที่รายได้ค่อนข้างต่ำมีแนวโน้นจะบริโภคในสัดส่วนที่สูงมาก จึงเห็นผลด้านกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าแจกคนละหนึ่งหมื่นบาทแล้วก็จะได้ใช้เงินไปในกลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ”
“โครงการดิจิทัลวอลเล็ต” มีมุมมองที่น่าสนใจ แม้จะมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่ายก็ตาม! เป็นการวัดความสามารถของ “รัฐบาลเศรษฐา” ว่าจะเดินหน้าอย่างไร!?!