ศาลปกครองสูงสุดกลับลำไฟเขียว ขสมก. ยึดเงินค้ำประกันรถเมล์ NGV กว่า 300 ล้านของ “เบสท์ริน”

เศรษฐกิจ6 ก.ย. 2560 • 09:19 น.
ศาลปกครองสูงสุดกลับลำไฟเขียว ขสมก. ยึดเงินค้ำประกันรถเมล์ NGV กว่า 300 ล้านของ “เบสท์ริน”
เมื่อวันนี้ (6 ก.ย. 2560) ศาลปกครองกลาง อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 502/2560 และคดีหมายเลขดำที่ 955/2560 คดีพิพาทระหว่าง บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ผู้ถูกฟ้องคดี) (คดีการจัดซื้อรถยนต์โดยสารปรับอากาศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิง (รถเมล์เอ็นจีวี) โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาสั่งให้ขสมก.ระงับการใช้สิทธิเรียกร้องเงินประกันจากธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน ) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของบ.เบสท์รินฯ จำนวน 338,971,082 บาท จากกรณีบ.เบสท์รินฯ ถูกกล่าวหาผิดสัญญาการส่งมอบรถยนต์โดยสารปรับอากาศจำนวน 390 คัน ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า กรณีการบอกเลิกสัญญาระหว่างบ.เบสท์รินฯ กับขสมก. ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ ข้อเท็จจริงในขั้นนี้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าขสมก.กระทำผิดสัญญา และเมื่อขสมก.บอกเลิกสัญญากับบ.เบสท์รินฯแล้ว ขสมก.ย่อมมีสิทธิริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาของ บ.เบสท์รินฯ รับผิดชดใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ขสมก.ได้ เนื่องจากเป็นสิทธิของขสมก.ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และแม้ธนาคารผู้ค้ำประกันจะได้ใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ขสมก.และได้ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจาก.เบสท์รินฯ ให้ชดใช้เงินดังกล่าวคืนให้แก่ธนาคารก็ตาม แต่หากต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าขสมก. เป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลย่อมกำหนดคำบังคับใช้ขสมก.ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเบสท์รินฯได้ ความเสียหายของบ.เบสท์รินฯจึงไม่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง นายวรพจน์ วณิชชานนท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบ.เบสท์รินฯ กล่าวว่า ยอมรับในคำสั่งศาลวันนี้ จากนี้ก็ต้องรอผลในคดีหลัก ซึ่งเชื่อว่าบริษัทฯจะชนะ เพราะขสมก.ได้นำรถโดยสารNGV ไปทดลองวิ่ง ซึ่งก็เหมือนเป็นการรับมอบ อีกทั้งต้องคืนเงินประกันที่ยึดไปรวมถึงต้องชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งการที่ทาง ขสมก.ยึดเงินค้ำประกันกว่า 300 ล้านบาท ส่งผลเสียหายต่อสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทพอสมควร ขณะนี้ทางบริษัทมีแนวความคิดที่จะยื่นฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากทาง ขสมก.และธนาคาร แต่กำลังปรึกษาว่าจะรอคดีหลักตัดสินก่อน หรือดำเนินการคู่ขนานไปเลย อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัท ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาค่าดูแลรถโดยสารที่ ขสมก.ไม่ยอมรับมอบเดือนละ 1 ล้านบาท โดยต้องดูแลส่วนนี้ไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งก็หวังว่าทางศาลจะกรุณาเร่งพิจารณาคดี เพราะยิ่งนานวันก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการเสื่อมสภาพของรถ แต่หากที่สุดศาลให้บริษัทชนะสภาพรถเป็นอย่างไรทาง ขสมก.ก็ต้องรับไปตามนั้น