ตลาดตราสารหนี้ Q3 ฟื้นหลังคุมโควิดอยู่หมัด 9 ด.แตะ 14.2 ล้านล้านบาท เงินลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อ

เศรษฐกิจ8 ต.ค. 2563 • 16:51 น.
ตลาดตราสารหนี้ Q3 ฟื้นหลังคุมโควิดอยู่หมัด 9 ด.แตะ 14.2 ล้านล้านบาท  เงินลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อ
สถานการณ์โควิด-19 ในไทยที่ควบคุมได้ดี ทำให้บรรยากาศการระดมทุนและลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในไตรมาส 3 ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2563 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงขยายตัวร้อยละ 5.09 เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา เงินลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยกลับมาเป็นการซื้อสุทธิ 39,444 ล้านบาท ในไตรมาส 3 แม้ว่าใน 9 เดือนแรกยังคงติดลบ 71,299 ล้านบาท นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยถึงภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 9 เดือนแรกนี้ว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมยังขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 5.09 มีมูลค่าคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 14.2 ล้านล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าตราสารหนี้ภาคเอกชนจะมีมูลค่าคงค้างลดลง เนื่องจากการลดลงของการออกหุ้นกู้ระยะสั้น (DB: Debenture:) ของกลุ่มธนาคาร (Bank sector) จากสภาพคล่องในระบบธนาคารที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว แม้ว่าใน 9 เดือนแรกนี้จะต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว แต่เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาส 3 โดยพบว่ากลุ่มพลังงาน (Energy sector) มีการออกเพิ่มขึ้นมากที่สุด ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจากความต้องการลงทุนมากขึ้นในธุรกิจพลังงานทางเลือก ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Bank sector) มีการออกลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่ด้านกระแสเงินลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทย (Fund flow) แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิในตราสารหนี้ภาครัฐระยะยาวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 แต่ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ พบว่ายังเป็นการขายสุทธิรวม 71,299 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิทั้งในตราสารหนี้ระยะยาว (7,260 ล้านบาท) และตราสารหนี้ระยะสั้น (64,039 ล้านบาท) ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 นี้ นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยรวมลดลงจาก 916,816 ล้านบาท ณ สิ้นปีที่แล้วมาอยู่ที่ 848,767 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.0 ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในไตรมาส 3 ขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเกือบทั้งเส้นเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นไตรมาส 2 จากความกังวลของนักลงทุนต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุไม่เกิน 1 ปี ขยับขึ้น 3-5 bps. ส่วนรุ่นอายุ 5 ปี และอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 5 bps. และ 11 bps. มาอยู่ที่ร้อยละ 0.88 และร้อยละ 1.39 ตามลำดับ โดยในช่วงการระบาดของโควิด-19 แนวโน้มการออก ESG bond (ESG: Environmental, Social and Corporate Governance) กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกนี้ มีการออก ESG bond ถึง 49,800 ล้านบาท สูงกว่าการออกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเกือบ 4 เท่า และเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานภาครัฐออก ESG bond กว่า 42,800 ล้านบาท ได้แก่ กระทรวงการคลังออก Sustainability bond มูลค่า 30,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ขยายเส้นทางรถไฟฟ้าและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรออก Green bond มูลค่า 6,000 ล้านบาท และการเคหะแห่งชาติออก Social bond มูลค่า 6,800 ล้านบาท ส่วนบริษัทเอกชนที่ออกในปีนี้ ได้แก่ บมจ.ปตท.และ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ ออก Green bond มูลค่า 2,000 และ 5,000 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงที่เหลือของปี 2563 คาดว่าบริษัทเอกชนยังคงมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ไปจนกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระดับโลกจะคลี่คลาย และมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนักแม้ว่าจะมีความต้องการระดมทุนของรัฐบาลจำนวนมาก เนื่องจากรัฐบาลจะใช้เครื่องมือการระดมทุนที่หลากหลาย