ก.พลังงานเผยค่าไฟงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.66 จ่อลดลง ราคาเท่ากันทุกภาคส่วน 

เศรษฐกิจ13 ก.พ. 2566 • 08:23 น.
ก.พลังงานเผยค่าไฟงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.66 จ่อลดลง ราคาเท่ากันทุกภาคส่วน 

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว ตลาดจร(Spot LNG) ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 15-16 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียูซึ่งหากราคายังลดลงต่อเนื่องทำให้การพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) งวดใหม่(พ.ค.-ส.ค.66 ) จะเป็นอัตราเดียวจากเดิมที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้กำหนดไว้ 2 อัตราคือในงวดม.ค.-เม.ย.66 คือประเภทบ้านที่อยู่อาศัยค่าไฟเฉลี่ยรวมที่ 4.72 บาท/หน่วย และประเภทอื่นๆ(ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการฯลฯ) 5.33 บาท/หน่วย

โดยก่อนหน้านี้รัฐกำหนดให้ดูแลค่าไฟกลุ่มครัวเรือนโดยให้ใช้ก๊าซอ่าวไทยที่ถูกกว่าก่อนเนื่องจากตอนนั้นราคาLNG สูงมาก 40-47 เหรียญ/ล้านบีทียูช่วงปลายปี 2565 เพราะอากาศประเทศตะวันตกหนาว เมื่อราคา LNG ลดต่ำลงขณะนี้และหากลดลงต่อเนื่องก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น 2 อัตรา ส่วนFt งวดพ.ค.-ส.ค.66 หาก LNG ลดต่อเนื่องก็เป็นไปได้ว่าค่าไฟเฉลี่ยอาจจะต่ำกว่า 5 บาท/หน่วยได้เช่นกัน แต่ก็คงต้องดูปัจจัยต่างๆ ใกล้ชิดและหากการนำเข้าLNGลดลงการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อผลิตไฟฟ้าก็จะปรับลดเช่นกัน

ทั้งนี้การนำเข้า LNG โดย ผู้นำเข้า(ชิปเปอร์)รายใหม่ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะราคานำเข้าใหม่ที่เป็นตลาดจร (Spot) จะสูงกว่า ราคาตลาด POOL ที่บมจ.ปตท.ได้ราคานี้เพียงรายเดียว ที่เกิดจากการอ้างอิงราคาก๊าซในประเทศ ราคานำเข้าจากเมียนมา และราคาแอลเอ็นจีสัญญาระยะยาว ( LONG TERM ) ดังนั้น กพช. จึงมีมติครั้งน้ให้ ทบทวนการเปิดเสรี ก๊าซฯ ระยะที่ 2 ที่เห็นชอบ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.64 โดยปรับเปลี่ยนเป็นให้ 8 ชิปเปอร์ สามารถนำเข้า LNG ตามเกณฑ์ราคากำหนดของกกพ.ที่จะออกเกณฑ์ ราคา Benchmark ใหม่ให้เหมาะสม ต้นทุนต่ำ เพื่อประโยชน์ของการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยให้นำราคาใหม่ที่นำเข้านำมาผสมในราคาตลาด POOL ได้ด้วยเพื่อให้ชิปเปอร์รายใหม่มีโอกาสนำเข้าได้ นอกเหนือจาก ปตท.

"การดูแลตลาด POOL จะมีการจัดตั้ง ส่วนดูแล หรือ POOL MANAGER ที่ เบื้องต้น บมจ.ปตท. เป็นผู้ดูแล แต่จะมีการแยกบัญชีออกมาชัดเจน แล้ว ในอนาคต กกพ. เสนอว่า POOL MANAGER จะเป็นองค์กรอิสระมาดูแล"

นอกจากนี้ กพช.ได้รายงานถึงผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกรณีที่มีผู้ร้องว่าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(PDP) มีการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐต่ำกว่า 50% ซึ่งเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาไม่ขัดแต่มีข้อเสนอแนะให้ไปพิจารณาความชัดเจนเพดานสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเอกชนในระบบ และกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยขณะนี้กระทรวงฯอยู่ระหว่างพิจารณาการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่(PDP2022)ที่จะให้สอดรับกับแนวทางดังกล่าว

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า ยอมรับว่าการจัดทำ PDP ต้องช้าออกไปจากแผนเดิมเล็กน้อยเพราะต้องนำคำวินิจฉัยของศาลฯมาปรับปรุงโดยจะพยายามจะจัดทำให้เสร็จภายในไม่เกินกลางปีนี้โดยหลักการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้านี้อาจจะเป็น เอกชน 30% การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)30% และที่เหลือ 40% นำมาประมูลโดยกฟผ.ก็สามารถร่วมแข่งขันได้ ส่วนกำลังสำรองไฟฟ้าจะปรับไปใช้เกณฑ์ดัชนีการเกิดไฟฟ้าดับหรือ LOLE เพราะสะท้อนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้มากกว่าเนื่องจากแผน PDP ใหม่จะมีการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นซึ่งจะเน้นดูการผลิตไฟฟ้าจริงไม่ใช่ดูที่กำลังการผลิตไฟทั้งหมด

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านที่อยู่อาศัย(โซลาร์ภาคประชาชน)ที่กกพ.ประกาศเชิญชวนรับซื้อตามนโยบายรัฐปีละ 10 เมกะวัตต์จนถึงปี 2573 รวม 90 เมกะวัตต์แต่ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มมากขึ้นและเสนอขายเกินกรอบเป้าหมายปี 2565-2566 ครบ 20 เมกะวัตต์ แล้ว ดังนั้นคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)เมื่อเร็วๆนี้จึงได้เห็นชอบให้กำหนดกรอบการรับซื้อเป็นปี 2565-2573 รวมเป็น 90 เมกะวัตต์เพื่อให้มีการตอบรับการซื้อไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง