"รมว.อุตฯ" แถลงตรวจรอบ รง.หมิงตี้ คุณภาพอากาศ น้ำเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กรอ.จ่อรื้อ กม.ครอบครองวัตถุอันตราย
"รมว.อุตสาหกรรม"แถลงเผยผลการตรวจสอบพื้นที่เหตุโรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล ระเบิด ยืนยันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คุณภาพอากาศ-คุณภาพน้ำ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประชาชนโดยรอบสามารถกลับเข้าพื้นที่ได้แล้ว พร้อมสั่งทบทวนใช้สารเคมีในโรงงาน สต๊อกไม่เกินสัปดาห์ ย้ายห่างชุมชน ขณะที่"กรอ."จ่อรื้อ กม.เข้มครอบครองวัตถุอันตราย
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.64 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อเช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค.64 และเหตุการณ์ไฟไหม้ ณ บริษัท ฟลอรอลแมนูแฟคเจอริ่งกรุ๊ป ย่านลาดกระบัง เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 6 ก.ค.64 ที่ผ่านมานั้น ในส่วนของ กรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ที่มีผู้บาดเจ็บ 30 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งแรงระเบิดทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง และได้มีการอพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัยในรัศมี 5 กิโลเมตร
โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และตรวจสอบคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และสารเคมี ที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงอย่างมาก และได้กำชับให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการตรวจสอบ และดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชน และผู้ประกอบการโรงงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของชุมชนในพื้นที่ ล่าสุดจากการลงพื้นที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนโดยรอบ แต่เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงบริเวณโดยรอบโรงงาน เนื่องจากยังมีสารเคมีตกค้างในโรงงาน ซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดระเบิดได้ ขณะนี้จึงได้ทำการฉีดน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิดปฏิกิริยาเคมี
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบด้านมลพิษในช่วง 3 วันที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบในระยะ 0 - 8 KM จำนวน 14 จุด มีค่าสารสไตรีนที่เกิดเผาไหม้ในอุบัติเหตุอยู่ในช่วง 0.42 - 0.83 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ซึ่งไม่เกินมาตรฐานบรรยากาศตามที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำหนด (20 ppm) โดยค่าขีดจำกัดการรับสัมผัสสารเคมีทางการหายใจแบบเฉียบพลันของสารสไตรีนไว้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 มีค่า 20 ppm (ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน) ระดับที่ 2 มีค่า 130 ppm (ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไม่ร้ายแรง) ระดับที่ 3 มีค่า 1,100 ppm (ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต)
ขณะที่คุณภาพน้ำ มีการตรวจสอบการปนเปื้อนของสารสไตรีน โดยพบสารสไตรีนในน้ำจากการดับเพลิงที่อยู่ในบริเวณโรงงาน แต่ไม่พบสารสไตรีนปนเปื้อนในคลองปากน้ำและคลองประเวศบุรีรมย์หน้าวัดสังฆราช ซึ่งจากข้อมูลด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ ประชาชนโดยรอบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สถานการณ์สารมลพิษไม่อยู่ในระดับก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ควรงดใช้น้ำคลองเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงเวลานี้เป็นการชั่วคราว
นายสุริยะ ยังเปิดเผยถึงมาตรการการป้องกันเหตุไฟไหม้ของโรงงาน ว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ทบทวนมาตรการความปลอดภัยของการประกอบกิจการโรงงานใหม่ทั้งหมดว่า มีจุดใดต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครอบคลุมโรงงานทุกประเทศทั้ง 64,038 แห่ง
ทั้งนี้โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายในการประกอบกิจการ แล้วตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่มีชุมชนล้อมรอบ ให้พิจารณาการบริหารจัดเก็บสต๊อกการใช้สารเคมีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ให้จัดเก็บสต๊อกปริมาณสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ไม่ควรจัดเก็บสต๊อกมากเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ส่วนสต๊อกที่เหลือให้ย้ายไปจัดเก็บในพื้นที่โรงงานที่ห่างไกลชุมชน มีระบบป้องกันความปลอดภัย มีพื้นที่กันชน เอาไว้ป้องกันหากเกิดอุบัติเหตุ หรือปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการย้ายโรงงานที่ประกอบกิจการมีสารอันตรายออกนอกพื้นที่ชุมชน แม้โรงงานจะตั้งมาก่อนที่ชุมชนจะเข้ามาก็ตาม ซึ่งอาจจะหามาตรการส่งเสริมให้โรงงานดังกล่าวย้ายออกมาจากบริเวณชุมชนเช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือว่ามาตรการอื่นๆ
ด้าน นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) กล่าวว่า ได้รับมอบนโยบายจาก รมว.อุตสาหกรรม ให้พิจารณามาตรการการสต๊อกสารที่เป็นวัตถุอันตราย ซึ่งขณะนี้ กรอ.อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายฉบับใหม่ ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงาน กำหนดให้โรงงานที่มีการครอบครองวัตถุดิบอันตรายที่ซื้อจากในประเทศเกินกว่า 50 กิโลกรัมต้องรายงานปริมาณการใช้สารเคมีทุกชนิด ให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิต การจัดเก็บ ระบบความปลอดภัยและความเสี่ยงต่อ กรอ. จากเดิม กรอ.อยู่ระหว่างร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้แล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นปี โดยระหว่างรอการร่างกฎหมายฉบับใหม่แล้วเสร็จ กรอ.จะเข้าไปตรวจเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และจะนำมาตรการความปลอดภัยของโรงงานขึ้นมาพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์อีกครั้ง