ซิตี้แบงก์ชี้เศรษฐกิจโลกผ่านจุดสูงสุด การลงทุนท้าทายสูง แนะกระจายความเสี่ยง
นักวิเคราะห์ซิตี้ เปิดเทรนด์ลงทุน 62 แนะให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย – ยุโรป โดยกลุ่มหุ้นวัฏจักรน่าจับตามองในปีนี้ได้แก่ เทคโนโลยี- สุขภาพ-วัสดุการผลิต พร้อมแนะให้กระจายพอร์ตการลงทุนลดความเสี่ยง เตือนนักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญเช่น ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในแต่ละภูมิภาค สงครามการค้า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด นโยบายดอกเบี้ย การปรับตัวของค่าเงินทั่วโลก
นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า นักวิเคราะห์ซิตี้ คาดเศรษฐกิจโลกปี 2562 ชะลอตัวเล็กน้อยที่ 3.1% โดยยังคงเชื่อว่าวัฐจักรเศรษฐกิจยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปลายก็ตาม และคาดการณ์อัตราเติบโตของผลกำไรทั่วโลกในปี 2562 ที่ 9.7% ด้วยปัจจัยด้านบวกจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน รวมทั้งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา อุปสงค์ภายในประเทศของภูมิภาคยุโรปที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และแผนนโยบายการคลังของประเทศจีน สำหรับด้านตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโตอยู่ที่ 4.5% ในปี 2562 และ 4.6% ในปี 2563 ในขณะที่ตลาดพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มชะลอตัวเล็กน้อย แต่ยังเติบโตอยู่ที่ 2.0% และ 1.7% ตามลำดับ
โดยในด้านค่าเงินมีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐฯ กำลังมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ปัจจัยมาจากนโยบายกระตุ้นทางการเงินที่เริ่มลดลงในช่วงปลายการบริหารของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนแนวโน้มค่าบาทไทย มีโอกาสแข็งค่ากรอบการเคลื่อนไหว 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2562 คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED)ยังคงปรับลดงบดุล และมีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าลง โดยจะมีการปรับตัวขึ้น 2 ครั้ง ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น(BoJ) ยังคงอัตราดอกเบี้ย ภายใต้นโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่คาดว่าการลงทุนปี 2562 ยังคงมีความท้าทายสูง และแนะนำให้นักลงทุนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในแต่ละภูมิภาค สงครามการค้า และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมา ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ได้ก่อให้เกิดแรงเทขายในตลาดต่อเนื่อง แต่ก็คาดการณ์ว่าอัตราการลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอลง
ส่วนการลงทุนแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายภูมิภาค โดยให้น้ำหนักการลงทุนไปที่ตราสารทุนในภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย และยุโรป ไม่รวมสหราชอาณาจักร โดยกลุ่มหุ้นวัฏจักรที่มีมุมมองบวกได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มวัสดุการผลิต อีกทั้งแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก(Alternative investment) และกองทุนรวมผสม (Multi-Asset) เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ ด้านตราสารหนี้ ซิตี้ให้น้ำหนักการลงทุนไปในตราสารหนี้เอกชนสหรัฐฯที่จัดอยู่ในระดับน่าลงทุน (US Investment Grade) และตราสารหนี้ไฮยิลด์สหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High-Yield Bond)
“มีมุมมองบวกต่อหุ้นวัฎจักรในกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ และกลุ่มวัสดุการผลิต สำหรับตลาดเทคโนโลยี มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 20% ของมูลค่าการลงทุนรวม และคาดว่าจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมที่ 11% ต่อปี ด้านตลาดอุตสาหกรรมสุขภาพยังคงได้แรงหนุนจากสภาพสังคมที่เดินหน้าเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ซึ่งดันให้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมประมาณ 6-8% และมีสัดส่วนการลงทุน 15% ของตลาดโดยรวม และตลาดวัสดุการผลิตที่ยังอยู่ในวัฎจักรขาขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยทะลุ 5.5%”
ทั้งนี้ ซิตี้แบงก์ได้ร่วมกับ “ฟิเดลลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” พาร์ทเนอร์บริษัทจัดการกองทุนระดับโลก เปิดตัว 5 กองทุนโดดเด่นจากฟิเดลลิตี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในหลายหลายสินทรัพย์และภูมิภาค อีกทั้งด้วยนวัตกรรมในการวางแผนความมั่งคั่งที่ให้บริการแก่ลูกค้าซิตี้โกลด์อย่างโทเทิล เวลท์ แอดไวเซอร์(Total Wealth Advisor)จะช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพรวมพอร์ทการลงทุน รวมถึงดัชนี้ชี้วัดกระจายความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม บริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ระดับโลก
นายวิลดอน โก Wholesale Director ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิเดลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า 5 กองทุนที่เปิดตัวทั้งหมด เป็นกองทุนรวมคุณภาพสูง ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในกลุ่มประเภทกองทุนเดียวกัน ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ตรงกับทิศทางการลงทุนของซิตี้ในปี 2562 ได้แก่ 1.Fidelity Funds-Global Dividend Fund เน้นการลงทุนในตราสารทุนที่มีรายได้ดีทั่วโลก โดยเน้นหุ้นกลุ่มปันผลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง 2.Fidelity Funds-Emerging Markets Fund เน้นการลงทุนในตราสารทุนของตลาดเกิดใหม่ ในภูมิภาคที่มีการเติบโต อาทิ ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง
3.Fidelity Funds-Asian High Yield Fund เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไฮยิลด์ในภูมิภาคเอเชีย 4.Fidelity Funds-China High Yield Fund เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไฮยิลด์ ในประเทศจีน รวมถึงฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า5.Fidelity Funds-Global Technology Fund เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มวัฏจักรเทคโนโลยีที่มีมูลค่าอยู่ในระดับน่าลงทุน