ส่งออกเจอพิษ 7 ปัจจัยเสี่ยงกระหน่ำ คาดปี 66 ส่งออกโตแค่ 1% ต่ำสุดรอบ 3 ปี สงครามยืดเยื้อฉุดการค้าโลก
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ 7 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากที่ IMF คาดการณ์ว่าจะโตเพียง 2.7% กระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าในตลาดหลักของไทยทั้งยุโรป สหรัฐ และจีน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่จะเกิดขึ้นครบรอบ 1 ปีแน่นอน โดยคาดว่าจะกระทบส่งออกไทยให้หดตัว 1.7% รวมทั้งข้อพิพาทระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่จะเข้มข้นขึ้น กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาวัตถุดิบและสินค้า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสูงสุดถึง 5.25% ถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 15 ปี ปัจจัยสุดท้ายคือ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรมที่จะขาดแคลนมากขึ้น เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอากาศยาน ทั้งนี้คาดว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2566 จะเฉลี่ยที่ 290,819-296,665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวในกรอบ ติดลบ 0.5-1.5% หรือเฉลี่ยโตเพียง 1% เติบโตต่ำสุดในรอบ 3 ปี
ทั้งนี้มีประเด็นที่ต้องติดตาม จากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่น่าจะยังอ่อนตัวมากกว่าปี 2565 เฉลี่ยที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ และเทรนด์ผู้บริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่จะเป็นข้อจำกัดในการส่งออก และที่สำคัญ คือผลกระทบจากการยกเลิกนโยบาย Zero COVID ของจีนที่จะมีผลต่อกำลังซื้อ ซึ่งหากบริหารจัดการดี ทั้งนักท่องเที่ยวจีน และการดูแลโควิดในไทย ไม่เกิดคลัสเตอร์ใหญ่ มีโอกาสที่ส่งออกไทยจะขยายตัวได้ถึง 1.5% แต่หากบริหารจัดการได้ไม่ดี ส่งออกอาจจะติดลบ 0.5% นอกจากนี้ยังต้องจับตาปัจจัยทางการเมือง ที่ต้องรอผลการเลือกตั้งในปีนี้ เพราะส่งผลกับนโยบายเศรษฐกิจการค้าชัดเจนว่าจะเดินหน้างานเดิม หรือ พรรคการเมืองใหม่ได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินโดยเฉพาะกับการลงทุนในประเทศ