"สบน." ย้ำเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เพียงพอรับมือโควิด หากสถานการ์เลวร้าย หนี้สาธารณะไม่ถึง 65% ต่อจีดีพี
นางแพตริเซีย มงคลวณิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)ของไทยปี 2565 ลงเหลือ 3.4% จากเดิมที่ 3.9% จากผลกระทบของการระบาดของโอไมครอนมองว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อ ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยต้องรอดูว่ามาตรการต่างๆที่ได้ออกมาจะมีผลแค่ไหนกับการคงอยู่ของจีดีพี รวมถึงการดูแลด้านสาธารณสุขว่าจะสามารถรองรับผลกระทบได้มากขนาดไหน
โดยในส่วนของวงเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินโควิดนั้น ปัจจุบันคิดว่าวงเงินที่มีอยู่ยังเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ต่างๆได้ แต่หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นจะต้องมีการหาแหล่งเงินเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายที่จะต้องพิจารณา
ทั้งนี้ถามว่าในกรณีเลวร้าย สบน.จะทบทวนตัวเลขหนี้สาธารณะทั้งปีอย่างไรนั้น ต้องบอกก่อนว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 58% ต่อจีดีพี และที่ผ่านมาได้มีการขยับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ต่อจีดีพีเป็น 70% ต่อจีดีพี เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง โดยหากมีความจำเป็นจริงๆยังมีพื้นที่ทางการคลังให้สามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าไม่ได้มีการตรากฎหมายกู้เงินเพิ่มเติม คาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 62% ต่อจีดีพี
โดยหากเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าคาดเป็นไปได้ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเศรษฐกิจดีกว่าคาด สัดส่วนหนี้สาธารณะก็เปลี่ยนได้ เรื่องนี้ในมุมมองของ สบน.คือการสร้างพื้นที่ทางการคลังไว้ และตามแผนการกู้เงินในปีงบประมาณ 2565 เชื่อว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะไม่ถึง 65% ต่อจีดีพี เว้นแต่จะมีการตรากฎหมายกู้เงินเพิ่มเติมเท่านั้น