พอช.หนุนชุมชนทั่วประเทศใช้แผนธุรกิจ CBMC เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มั่นคงพึ่งตนเองได้

เศรษฐกิจ25 ก.ย. 2563 • 15:35 น.
 พอช.หนุนชุมชนทั่วประเทศใช้แผนธุรกิจ CBMC เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มั่นคงพึ่งตนเองได้
แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว กลุ่มชาวบ้านในชุมชนหรือตำบลต่างๆ ที่รวมตัวกันทำธุรกิจหรือวิสาหกิจชุมชน มักขาดการวางแผนงานที่ดี จึงทำให้การทำธุรกิจชุมชนไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ บ้างต้องล้มเลิกไป สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงสนับสนุนให้กลุ่มและองค์กรชุมชนต่างๆ ที่ทำธุรกิจชุมชนได้เรียนรู้การวางแผนธุรกิจเพื่อชุมชน เพื่อนำไปเป็นแนวทางหรือนำความรู้มาปรับใช้ ทำให้เปลี่ยนจาก ‘มวยวัด’ ที่ชกแบบสะเปะสะปะ เป็น ‘มวยเชิง’ ที่มีแผนทั้งรุกและรับ โดยล่าสุดเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการจัดงาน “เวทีเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชนระดับชาติ ประจำปี 2563 ตลาดนัดแผนธุรกิจเพื่อชุมชน” ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ถนนนวมินทร์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ มีผู้แทนชุมชนทั่วประเทศ หน่วยงานภาคี เข้าร่วมงานประมาณ 250 คน ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนา และร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อน ‘แผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน’ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2564-2568) เพื่อนำไปขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป CBMC เครื่องมือ 9 ขั้นตอนพัฒนาธุรกิจเพื่อชุมชน’ปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2561-2563 พอช.ได้สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนในพื้นที่ 1,799 ตำบลทั่วประเทศ โดยจัดอบรมเพื่อให้ชุมชนนำความรู้ไปจัดทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน ครอบคลุมเรื่องการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยมีเครื่องมือ คือ ‘แผนธุรกิจเพื่อชุมชน’ หรือ ‘Community Business Model Cannas’ หรือ CBMC แผนธุรกิจเพื่อชุมชน มีกระบวนการฝึกอบรม 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1.การค้นหาจุดขาย สร้างแบรนด์ 2.ค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3.การสื่อสารการตลาด 4.ปิดการขายและบริการหลังการขาย 5.ช่องทางเพิ่มรายได้-ลดค่าใช้จ่ายในการผลิต 6. แผนการดำเนินกิจกรรมหลัก (เพื่อบรรลุผลข้อ 5-4-3-2-1) 7.จากข้อ 6 อะไรที่ทำเองได้ 8.จากข้อ 6 อะไรที่ต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และข้อ 9.จากข้อ 6 ใช้เงินเท่าที่จำเป็น นอกจากนี้ยังมีกระบวนการติดตามเสริมพลังหลังฝึกอบรมอีก 2 ขั้นตอน คือ 1.การถอดบทเรียนหลังการอบรม ทบทวนการจัดทำแผนธุรกิจ CBMC 9 ขั้นตอน 2.การนำแผนธุรกิจ CBMC ไปปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนความคิด กระบวนการ วิธีการ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคผ่านการปฏิบัติจริง
ผู้นำชุมชนศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนที่ อ.กงไกรลาศ  จ.สุโขทัย
ผู้นำชุมชนศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย
หัวใจสำคัญของการจัดทำ “แผนธุรกิจเพื่อชุมชน” คือ การพัฒนาผู้นำกลุ่มธุรกิจ-วิสาหกิจชุมชนให้เกิดความเข้าใจ และเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดทำธุรกิจของชุมชน จากการใช้ “เงินเป็นตัวตั้ง” มาเป็นการใช้ “ทุน” ที่เป็นปัจจัยทางการผลิตในการประกอบการ หรือการรู้จักใช้ “ปัจจัยการผลิต ที่ประกอบด้วย ธรรมชาติ ทุนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น และหนึ่งสมองสองมือ” ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชนมาเป็นตัวตั้ง ทำให้ชุมชนเกิดความมั่นใจว่า “ชุมชนสามารถจัดการธุรกิจได้ด้วยตนเอง” เป็นธุรกิจเพื่อชุมชน เพื่อคนในชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท่องเที่ยวบ้านถ้ำเสือ จ.กระบี่ ใช้จุดเด่นสร้างจุดขาย กระจายรายได้ทั้งชุมชน นันทพงศ์ นาคฤทธิ์ ผู้ประสานงานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านถ้ำเสือ ต.อ่าวลึกใต้ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เล่าว่า ชุมชนเริ่มทำธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ในปี 2561 ได้เข้าร่วมอบรมการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อชุมชน ‘Community Business Model Cannas’ ที่ พอช.จัดขึ้น ต่อมาในปี 2563 จึงเริ่มนำแผน CBMC มาทบทวนและปรับใช้ เพื่อค้นหาจุดเด่นของชุมชน โดยใช้ทุกพื้นที่ของชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ นำวิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่ชุมชนมีอยู่มาเป็นจุดขาย สร้างเรื่องราวหรือ Main Story ขึ้นมา และแบ่งพื้นที่ท่องเที่ยวออกเป็นโซนต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางให้นักท่องเที่ยวได้เลือก เช่น โซน 1 บ้านถ้ำเสือนอก มีบ้านโบราณบ้านลุงเหนาะ เขาวงกตซาฟารี ภูมิปัญญาเลี้ยงด้วง เส้นทางพายคายัคถ้ำผีหัวโต ท่องเที่ยวขี่ช้าง โซน 2 ไร่ปรีดาโฮมสเตย์ มีไร่มะพร้าวน้ำหอม แหล่งพักค้างแรมขนาดใหญ่ มีค่ายนันทนาการ จัดประชุมสัมมนา ธุรกิจไมซ์ Social Enterprise โซน 3 เรือนผู้ใหญ่โฮมสเตย์ เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรม ผ้าย้อมดิน ผ้าปาเต๊ะพิมพ์ วัฒนธรรมพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น ถ้ำเสือน้อย ถ้ำนางฟ้า ฯลฯ “นอกจากนี้เรายังนำจุดเด่นของตำบลมาเป็นจุดขาย คือที่คลองมะรุ่ยเป็นจุดรอยแยกของเปลือกโลกที่เรียกว่า ‘รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย’  ซึ่งทุกวันนี้ยังส่งพลังงานความร้อนจากใต้ผืนโลกขึ้นมาสู่ด้านบน ทำให้เกิดปรากฏการณ์หาดทรายร้อนและน้ำเค็มร้อน เดือนหนึ่งจะมีแค่ 8 วัน และหาดทรายร้อนจะเกิดเป็นสันดอนขึ้นมา เมื่อขุดลึกลงไปจะพบโคลนสีดำ เป็นโคลนที่มีแร่ธาตุต่างๆ นำมาใช้พอกตัวเป็นสปาโคลนร้อนที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิว เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวอยากจะมา” นันทพงศ์เล่าถึงของดีจากธรรมชาติ นอกจากนี้ด้วยการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ชาวบ้านทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ว่าจะเป็นคนขับเรือ คนทำขนม ขายอาหาร ทำผ้าบาติก ของที่ระลึก เจ้าของโฮมสเตย์ ฯลฯ ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณเดือนละ 270,000 บาท (ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19) ขณะเดียวกัน นันทพงศ์บอกว่า การท่องเที่ยวชุมชนจะต้องระวังไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา โดยต้องทำให้ชาวบ้านทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของกิจการรายใหญ่ และต้องระวังเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อของชุมชน โดยยกตัวอย่างว่า บ้านถ้ำเสือมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม มีข้อห้ามเรื่องการดื่มสุรา เพราะผิดหลักศาสนา ดังนั้นจะต้องควบคุมดูแลไม่ให้นักท่องเที่ยวนำสุราเข้าไปดื่มในชุมชน เพื่อป้องกันความขัดแย้ง แผนธุรกิจเปลี่ยนวิธีคิด สร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ชุมชนอื่นๆ ยังนำความรู้จากการอบรมเรื่องแผนธุรกิจเพื่อชุมชน หรือ CBMC ไปใช้ เช่น ศิริกัลยา อุปนันท์ กลุ่มผลิตกล้วยตากโชคชัย อ.พาน จ.เชียงราย บอกว่า เมื่อเข้าอบรมทำให้เปิดมุมมองในการบริหารกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เคยเป็นแบบมวยวัดมาก่อน นำไปสู่การพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิมที่คิดว่าทุกอย่างจะต้องใช้เงินในการลงทุน ก็หันมามองสิ่งที่อยู่รอบตัว ซึ่งสามารถใช้เป็นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ทั้งนั้น “ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น จากกล้วยตากแปรเป็นไซเดอร์กล้วยน้ำว้าที่ทำมาจากกล้วยน้ำว้าที่สุกงอม และไม่สามารถนำไปทำกล้วยตากได้ หรือจากกล้วยตากมาเอามาทำเป็นกล้วยในน้ำผึ้งเดือนห้า โดยเอากล้วยตากที่มีขนาดเล็กเกินไป หรือผลไม่สวย นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แทนการนำไปทิ้ง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม” ตัวแทนกลุ่มกล้วยตากบอก และขยายความว่า จากการขายกล้วยตากธรรมดา เดิมมีรายได้เดือนละ 8,000-10,000บาท เมื่อแตกยอดผลิตภัณฑ์ทำให้มีรายได้เพิ่มเป็นเดือนละ 11,000-15,000 บาท สิริมนตร์ กึมรัมภ์ กลุ่มผลิต “สบู่สามพรรณโบก” อ.พบพระ จ.ตาก ผลิตสบู่จากผลอะโวคาโด้ออร์แกนิคผสมน้ำแร่ธรรมชาติ กล่าวว่า CBMC สอนให้เรารู้จักวางแผนเป็น เพราะเมื่อก่อนทำธุรกิจไม่เป็นระบบ ไม่มีลำดับขั้นตอน เมื่อเรียนรู้ CBMC ทำให้รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง เรื่องไหนจำเป็น หรือไม่จำเป็น “นอกจากนี้ CBMC ทำให้รู้ว่าการตลาดมีอยู่ทุกที่ เราสามารถขายได้ทุกที่ ขายได้ทุกระดับ เริ่มจากในชุมชนจนถึงออนไลน์ นอนนั่งอยู่ที่บ้านก็ขายได้ ไปต่างจังหวัด หรืออยู่ที่ไหนเราก็สามารถสร้างช่องทางการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องเสียค่าการตลาด เพราะเราสร้างตลาดของเราเอง จากเดิมที่ขายอะโวคาโด้กิโลกรัมละ 70 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นสบู่ก้อน สามารถขายสบู่ได้ก้อนละ 50-70 บาท” สิริมนตร์บอก เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชน 5 ปี ฑิฆัมพร กองสอน ประธานร่วมคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กล่าวว่า ระยะเวลา 5 ปีจากนี้ไป (พ.ศ.2564-2568) ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศและ พอช.จะร่วมกันขับเคลื่อน ‘แผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน’ อย่างต่อเนื่อง มีวิสัยทัศน์ คือ ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมียุทธศาสตร์การขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ 1.ด้านการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถของขบวนองค์กรชุมชน การพัฒนาคนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้าถึงปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เครื่องมือการพัฒนา การสื่อสาร เทคโนโลยี แหล่งทุน และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ให้มีศักยภาพในการสร้างและบริหารจัดการให้เกิดระบบเศรษฐกิจชุมชน สู่การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน 2.ด้านการพัฒนาระบบฐานข้อมูล และชุดองค์ความรู้ชุมชน การพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่ทันสมัยรอบด้าน ครอบคลุมทุนทางสังคม มนุษย์ ทรัพยากร และปัจจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากทุกมิติ ฯลฯ 3.ด้านการสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างระบบเศรษฐกิจความร่วมมือเป็นหุ้นส่วน สร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับประเทศ ฯลฯ 4.ด้านการพัฒนาระบบบริการจัดการและสร้างพื้นที่รูปธรรม สนับสนุนให้เกิดกลไกการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของขบวนองค์กรชุมชนบูรณาการกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนสู่การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น และยกระดับการพัฒนาพื้นที่ให้สามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ ฯลฯ