"ไทย-เมียนมา" กระชับความสัมพันธ์ สร้างความมั่นใจกระบวนการจ้างแรงงานต่างชาติภายใต้สถานการณ์โควิดที่กำลังคลี่คลาย

เศรษฐกิจ24 พ.ค. 2565 • 09:15 น.
"ไทย-เมียนมา" กระชับความสัมพันธ์ สร้างความมั่นใจกระบวนการจ้างแรงงานต่างชาติภายใต้สถานการณ์โควิดที่กำลังคลี่คลาย
เมื่อวันที่ 23 พ.ค.65 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน มอบหมายนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน ประชุมระดับวิชาการไทย – เมียนมา เกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานเมียนมาในประเทศไทย ร่วมกับนายมอง มอง ตาน อธิบดีกรมแรงงาน กระทรวงแรงงาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นายไพโรจน์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา มีความสัมพันธ์อันดี และมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะความร่วมมือในด้านแรงงานที่มีการหารือร่วมกันในทุกระยะ เพื่อสร้างความมั่นใจในกระบวนการจ้างแรงงานที่เหมาะสม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และการปรับมาตรการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ประสงค์ให้แรงงานที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในประเทศไทยต้องดำเนินการตามขั้นตอน และระยะเวลาที่กำหนด โดยที่ประชุมได้หารือร่วมกันใน 11 ประเด็น ครอบคลุมการบริหารจัดการแรงงานเมียนมาในประเทศไทย และที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อนำเข้าแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมามาทำงานตาม MOU และการนำเข้ามาทำงานบริเวณชายแดนในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาลตามมาตรา 64 โดยทางการเมียนมามีความห่วงใยแรงงานชาวเมียนมาที่อาจมาดำเนินการ ณ ศูนย์ CI ไม่ทันภายในกำหนด เนื่องจากศูนย์ CI สามารถให้บริการได้วันละ 650 คน ซึ่งทางการไทย โดยกระทรวงแรงงาน จะช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสาร เร่งรัดนายจ้างที่จ้างงานแรงงานสัญชาติเมียนมาให้เข้ามาดำเนินการ ณ ศูนย์ CI ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันความแออัดในช่วงวันท้ายๆของการดำเนินการ ทั้งนี้ทางฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่าการประชุมหารืออย่างสร้างสรรค์และมีไมตรีจิตในครั้งนี้จะเป็นนิมิตรหมายที่สำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านแรงงานอย่างใกล้ชิดต่อไป นายมอง มอง ตาน อธิบดีกรมแรงงาน กระทรวงแรงงาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวว่า ขอขอบคุณนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่เห็นถึงความสำคัญและผลักดันการปรับลดค่าธรรมเนียมตรวจลงตรา Visa จนที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 มีมติเห็นชอบปรับลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราจาก 2,000 บาท เหลือ 500 บาท