“ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท” นโยบายขายฝัน หรือ ทำได้จริง!!! “กกร.-นักวิชาการ-เอกชน” ประสานเสียงเซย์โน!หวั่นพาประเทศเจ๊ง!
เป็นเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้กับ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ที่เวลานี้กลายเป็นปัญหา ที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความเหมาะสม กับค่าแรงงานในอนาคต ตามแนวทางหาเสียงของพรรคการเมือง หากได้รับเลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล
“ค่าแรงขั้นต่ำ” ที่พรรคการเมืองการนำเสนอ มีตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ เวลานี้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 328 – 354 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 - 20,000 บาท ก็สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในหลายประเทศในอาเซียน จะรองก็เพียงสิงคโปร์ ค่าแรงเฉลี่ย 1,423 บาทต่อวัน และบรูไน เฉลี่ย 664 บาทต่อวัน
ส่งผลให้มีแรงงานต่างด้าวไหลเข้าประเทศจำนวนมาก!!!
เช่นเดียวกับภาคการลงทุนจากต่างประเทศก็ไหลออกไปยังประเทศอื่นในอาเซียนเช่นกัน!!!
ทั้งนี้ในมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องค่าแรงโดยตรง ซึ่ง “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน” (กกร.) นั้น “สนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานกกร. แสดงความเห็นว่า นโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในการทยอยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และการจบปริญญาตรีมีเงินเดือน 25,000 บาท เห็นว่าการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงที่ผ่านมา มีความเหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มยังไม่ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดมากนัก ประกอบกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) โดยคำนึงถึง การครองชีพของลูกจ้าง รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ ดัชนีค่าครองชีพ ราคาสินค้า
ขณะเดียวกันหากทยอยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน จากปัจจุบันที่ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 328 – 354 บาทต่อวัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการทยอยขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนภาคธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ทำให้ภาคธุรกิจอาจปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้ SME หยุดหรือยกเลิกกิจการเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คงต้องมีการทบทวนแผนการจ้างงาน การชะลอการลงทุนในระยะสั้น หรือแม้แต่การนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้แทนแรงงาน รวมถึงการลงทุนตรงจากต่างประเทศที่อาจชะลอลงเพราะต้นทุนค่าแรงของไทยสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่ง ซึ่งส่วนนี้จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
"ธนิต โสรัตน์" รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย บอกว่า หากทยอยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน จริง ประเทศไทยอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนและการส่งออก ผลดีจะตกไปอยู่กับประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซียซึ่งจะส่งสินค้าราคาถูกกลับเข้ามาขายในประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนและการส่งออกชะลอตัว
ด้าน “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบายค่าแรง ขั้นต่ำ 600 บาท/วัน ที่พรรคการเมืองนำมาใช้หาเสียงในขณะนี้นั้น มองว่าการกำหนดเป้าหมายค่าแรงล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะยังไม่รู้ว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะเติบโตอย่างไร และการจะเพิ่มค่าแรง 40% ภายในระยะเวลา 4 ปี ยังเป็นภาระที่หนัก สำหรับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะค่าแรงที่จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงินจากภาคเอกชนไม่ใช่เงินภาษีจากรัฐบาล เมื่อเอกชนมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นก็อาจจะต้องลดการจ้างงาน หรือหาเครื่องจักรมาแทนคน ดังนั้น อยากให้พรรคการเมืองทำงานโดยมองเป้าหมายการทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็นหลักก่อน แล้วค่อยไปสู่เป้าหมายการเพิ่มค่าแรง โดยหากรัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 600 บาท/วันจริง จะต้องผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตให้ได้ 7-10% จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และเกิดความสมดุลของทุกฝ่าย
เช่นเดียวกับภาคเอกชน “วรวุฒิ กาญจนกูล” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน บอกว่า นโยบายขึ้นค่าแรง 600 บาทต่อวัน จะมีผลกระทบอย่างมากต่อภาคธุรกิจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากหากค่าแรงที่ประกาศออกมาเป็นจริงเท่ากับปรับขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้คนที่รับงานไว้แล้วไปไม่ไหวหรือคนที่รับงานใหม่หากค่าแรงสูงขึ้นเกินไปจะทำการตลาดยากขึ้น จะทำให้เป็นปัญหาต่อระบบธุรกิจในอนาคต
ที่ผ่านมาค่าแรงขั้นต่ำได้ปรับขึ้นเกือบ10% สูงสุด 353 บาทต่อวัน มีผลต่องานก่อสร้างและราคาบ้านประมาณ 2% ถ้าค่าแรงขึ้นเป็น 600 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 250 บาท เท่ากับปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 70% จะส่งผลกระทบต่อค่าก่อสร้างและราคาบ้านประมาณ 15% ถือว่าสูงมาก เพราะกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางตรงกระทบกับภาคแรงงานร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ต้องปรับขึ้นค่าขนส่ง เพราะอยู่ในส่วนของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจทั้งหมด
“ปัจจุบันผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนสูงอยู่แล้ว จากผลกระทบสงคราม ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นโดยเฉลี่ย 10% เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ด้วย ซึ่งนักธุรกิจส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ มีกำไรอะไรมาก ต่างพยายามประคองตัวกันไปอยู่ เพราะไม่รู้อีกกี่ปีเศรษฐกิจถึงจะดีขึ้นอย่างเต็มที่”
นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน กลายเป็นดาบสองคม ถึงเวลาที่จะปรับแล้วหรือไม่!?! เพราะมีประเทศชาติเป็นเดิมพัน!!