เปิดมุมมอง “วัยทีน” ฝันเห็นอนาคตรัฐบาลใหม่ คาดหวัง “เศรษฐกิจ-ปากท้อง” ประชาชนได้อะไร!?!

เศรษฐกิจ2 มิ.ย. 2566 • 23:00 น.
เปิดมุมมอง “วัยทีน” ฝันเห็นอนาคตรัฐบาลใหม่ คาดหวัง “เศรษฐกิจ-ปากท้อง” ประชาชนได้อะไร!?!

จากไทม์ไลน์ในการเปิดตัวโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ ที่คาดการณ์ว่า โดยเร็วที่สุดนั้น วันที่ 13 ก.ค. 66 เป็นวันสุดท้ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะรองรองผลการเลือกตั้ง วันที่ 20 ก.ค. 66 เป็นวันสุดท้ายที่ให้ ส.ส.รายงานตัว วันที่ 24 ก.ค.66 จะมีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 25 ก.ค.66 จะมีการเลือกประธานสภาฯ วันที่ 26 ก.ค.66 จะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานสภาฯ ก่อนที่วันที่ 3 ส.ค.66 จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่วันที่ 10 ส.ค.66 มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และวันที่ 11 ส.ค.66 จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ซึ่งเป็นการทำงานวันสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีรักษาการ แต่กว่าจะถึงวันนั้นประเทศไทย ก็ต้องเผชิญเรื่องราวที่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอีกมาก!!

โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้อง ของประชาชน ซึ่งในมุมมองของ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร” มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมุมมองต่อนโยบายของทั้งรัฐบาลใหม่นั้น จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า ทำให้แนวนโยบายของรัฐบาลจะต้องมีส่วนประกอบจากพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้นโยบายของแต่ละพรรคจะต้องนำมาหลอมรวมเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในส่วนนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะแต่ละพรรคก็จะพยายามชูนโยบายของตนเอง ผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ และในช่วงนี้ประเทศไทยได้รับแรงบวกจากการเปิดประเทศของจีน ช่วยหนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทย จะเป็นตัวช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เริ่มกลับมาเป็นการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนคือการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการและการเพิ่มรายได้ที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ต้องระวังในส่วนของอัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจนทำให้ภาคธุรกิจจะมีการชะลอตัว การไม่แน่นอนของราคาพลังงานที่ยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคาดหวังของประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจอยากเห็นมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว 

ขณะที่ในมุมมองของ “วัยทีน” มีความเห็นกับรัฐบาลใหม่นั้น “นางสาวปิยรัตน์ มาลากุล ณ อยุธยา” มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า  การจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่เราจึงหวังว่าภาครัฐจะรับฟังความคิดเห็น มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน และมีระบบการจัดการที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เกิดความเจริญอย่างทั่วถึง เพราะไม่ได้มีเพียงแค่จังหวัดกรุงเทพฯที่สำคัญ ให้เกิดความเท่าเทียมด้านพื้นฐานการดำเนินชีวิตได้ เศรษฐกิจทุกพื้นที่ในประเทศไทยก็จะสามารถขยายตัวไปได้พร้อมกัน ภาครัฐเล็งเห็นถึงการศึกษาของเยาวชน เพราะพวกเขาคือบุคลากรที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต อุตสาหกรรมด้านวงการบันเทิง/วงการศิลปะ (Soft Power) ยังสามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นหากประชาชนทุกคนได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ เพราะประชาชนทุกคนคือผู้มีส่วนร่วมในการช่วยกันพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

“นางสาวพัณณิตา ตุละยากรณ์” มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกว่า อยากให้รัฐบาลใหม่มีการเปลี่ยนรถเมล์ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก สะดวก สบาย สะอาดต่อผู้ใช้สวัสดิการรถเมล์ และอีกทั้งยังเปลี่ยนค่าใช้จ่ายรถไฟฟ้า bts และ mrt โดยการพัฒนาระบบตั๋วร่วม ใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะทั่วไทย, รถเมล์และรถไฟฟ้า 8-45 บาทตลอดสาย ใช้บัตรใบเดียวครอบคลุมทั้ง กทม. รถเมล์ไฟฟ้าทุกคันภายใน 7 ปี จากที่กล่าวมาดิฉันเลยคิดว่าอยากให้รถเมล์มีคุณภาพที่ดีขึ้นในปัจจุบันและค่าเดินทางการใช้จ่ายรถเมล์ - ไฟฟ้าให้มีราคาที่พอเหมาะพอดี

“นางสาวรัตนา ชมปรีชา” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจได้เริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว แต่ผู้คนยังชินและชื่นชอบการซื้อของออนไลน์อยู่เพราะซื้อง่ายจ่ายคล่องและเปรียบเทียบราคาได้ง่าย ทำให้ห้างสรรพสินค้าบางแห่งก็ขาดพ่อค้าแม่ค้ามาเช่าที่ขายของ เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียค่าเช่าแล้วบางรายก็ยังขายดีมากกว่าหน้าร้านด้วยซ้ำ ก็คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะออกมาตรการหรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพราะถ้ามีคนซื้อก็ย่อมมีคนอยากขาย ตามหลักของอุปสงค์-อุปทาน อยากเห็นเศรษฐกิจค่อยๆกลับมาเฟื่องฟู ไม่ใช่แค่ตามห้างสรรพสินค้า แต่ตามตลาดต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน 

“นางสาวกรัณฑรัตน์ แฉกพิมาย” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่บ้านมีรากฐานทำอาชีพเกษตรกรและกําลังจะเข้าสู่วัยทำงาน ในส่วนของเกษตรกรอาจจะได้รับความสนใจและการดูแลมากขึ้น หากได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้เองโดยที่ไม่เป็นหนี้สิน ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็อยากเห็นทิศทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสามารถทำ เกษตรกรรมได้โดยที่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือขาดทุนจากการทำเกษตรกรรม เพื่อลดการเข้ามากระจุกตัวทำงานในเมือง และเกษตรกรเองสามารถนํา AI มาใช้กับการเกษตรได้ในทุกแขนง อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการวิจัยของไทยเพื่อคนไทยเพิ่มมากขึ้น ให้การเกษตรกรรมได้ก้าวเข้าสู่เวทีโลกและทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นําทางด้านตลาดโลก

“นางสาวนุชวรา เทียนประทีปทอง” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า แนวโน้มที่เศรษฐกิจของประเทศไทยจะดีขึ้น นโยบายที่สนับสนุนการค้าขายของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ที่ไม่ได้สนับสนุนแต่นายทุนรายใหญ่ของประเทศไทยอย่างเดียว การสนับสนุนแม่ค้าพ่อค้ารายย่อย แต่ยังมีการสนับสนุนสินค้าของประเทศไทยให้ส่งออกและไปสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น และยังมีแนวโน้มที่จะลดอัตราเงินเฟ้อของไทย ให้ไม่สูงขึ้นเพื่อเกิดความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ อยากให้รัฐบาลใหม่พัฒนาประเทศไทยให้ทันโลกทันยุคทันสมัยในหลายด้าน เช่น การคมนาคม รถเมล์ รถไฟฟ้า แก้ปัญหารถเมล์ที่มีการชำรุดและการเดินเส้นทางที่ไม่มีตารางเวลาแน่นอน เเละรถไฟฟ้าที่มีค่าบริการที่สูงเทียบกับรายได้ของประชาชน อยากให้ปรับให้ทุกสิ่งทางด้านการคมนาคมสะดวก 

และ “นางสาวศศิธร หลีวิจิตร” มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในด้านของเศรษฐกิจนั้น เป็นไปได้ว่าในอนาคตเศรษฐกิจ ในประเทศไทยจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ตามนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี เงินหมุนเวียนในประเทศจะคล่องตัวขึ้น แต่ละครัวเรือนควรมีรายได้ต่อเดือนเพียงพอที่จะเลี้ยงทั้งครอบครัว และสิ่งที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญคือการผลักดันให้ร้านค้าภายในประเทศได้มีพื้นที่ทำกินมากกว่านายทุนต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันนายทุนต่างประเทศได้เข้ามาเปิดธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และอยากให้รัฐบาลผลักดันให้ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้แก่คนในประเทศ

สิ่งเหล่านี้เป็นมุมมองของคน “วัยทีน” ที่แสดงความคิดเห็นที่อยากได้จากรัฐบาลชุดใหม่ ความฝันเหล่านี้จะเป็นจริงได้หรือไม่!?! ต้องรอลุ้นกัน!