พิษโควิด-ยูเครนอ่วม! ธปท.หั่นจีดีพีปี 65-66 อยู่ที่ 3.2% และ 4.4% เงินเฟ้อพุ่ง-ศก.ยังขยายตัว

เศรษฐกิจ18 เม.ย. 2565 • 10:34 น.
พิษโควิด-ยูเครนอ่วม! ธปท.หั่นจีดีพีปี 65-66 อยู่ที่ 3.2% และ 4.4% เงินเฟ้อพุ่ง-ศก.ยังขยายตัว
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 1 /2565 ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเงินเฟ้อว่า ในเดือนมีนาคม 2565 ธปท.ได้ปรับประมาณการณ์คาดการณ์ เศรษฐกิจหรือ GDP ปี 2565 และปี 2566 อยู่ที่ขยายตัว 3.2% และ 4.4% ตามลำดับ จากประมาณการณ์เดือนธ.ค.64 ขยายตัวอยู่ที่ 3.4% และ 4.7% ตามลำดับ ผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เป็นสำคัญ ส่งผ่านเงินเฟ้อทั้งราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน ไม่กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเท่าระลอกเดลต้า โดยคาดว่าจะไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมาก (large-scale lockdown) และมีการทยอยผ่อนคลายเพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ไตรมาส1/2565 “เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ และภาคการท่องเที่ยว ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 65 จะอยู่ที่ราว 5.6 ล้านคน ส่วนปี 66 อยู่ที่ราว 19 ล้านคน” ขณะที่ด้านอัตราเงินเฟ้อมีการปรับประมาณการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 และ 2566 เป็น 4.9% และ 1.7% ตามลำดับสำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 จะอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมาก และการส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหารเป็นหลัก ทั้งนี้ผลดังกล่าวจะทยอยลดลง ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2566 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีความเสี่ยงที่อาจสูงกว่ากรณีฐานจากราคาน้ำมันที่มีโอกาสสูงกว่าที่ประเมินไว้ และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่อาจมากกว่าคาด นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในบริบทของเศรษฐกิจไทยเป็นผลจาก cost-push shocks โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารสดเป็นหลัก ขณะที่ demand shocks ส่งผลไม่มากนัก โดยยังไม่เห็นราคาที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังสินค้านอกหมวดพลังงานและหมวดอาหาร อย่างไรก็ตามแม้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะ 1 ปีข้างหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ระดับ 1-3% และไม่อ่อนไหวตามความผันผวนของราคาระยะสั้น โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2566 จากราคาพลังงานและอาหารที่คาดว่าจะไม่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และปัญหาการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะบรรเทาลง ขณะที่แรงกดดันด้านอุปสงค์ยังมีน้อย แต่จะทยอยเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายการเงินนั้นจะให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า โดยสามารถมองข้ามผ่านอัตราเงินเฟ้อที่เร่งสูงขึ้นในช่วงนี้ได้ ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยในบริบทปัจจุบัน นโยบายการเงินสามารถมองผ่าน ความผันผวนระยะสั้นได้ แต่ต้องติดตามการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อและ เครื่องชี้แนวโน้มเงินเฟ้อ (underlying inflation)ในระยะต่อไป รวมทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะได้เห็นชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2565