บทความพิเศษ 6 เรื่องที่ควรคิด จาก“หม่อมเต่า”ตอนที่หก”พาณิชยนาวี เรือดำน้ำ ท่าเรือพังงา”

เศรษฐกิจ17 ม.ค. 2562 • 09:00 น.
บทความพิเศษ 6 เรื่องที่ควรคิด จาก“หม่อมเต่า”ตอนที่หก”พาณิชยนาวี เรือดำน้ำ ท่าเรือพังงา”
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ“หม่อมเต่า” ได้เขียน 6 ความบทพิเศษ เพื่อทำการเผยแพร่ ได้แก่ บริจาคภาษีให้พรรคการเมือง, ร่วมกันเราทำได้,ค่าอาหารเด็กในโรงเรียน, ธนาคารแห่งประเทศไทย กับ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 , ทบวงจัดเก็บภาษีอิสระ และ พาณิชยนาวี เรือดำน้ำ ท่าเรือพังงา โดย'สยามรัฐ'ออนไลน์ จะนำเสนอออกเป็นตอนๆ ให้คุณผู้อ่านได้ติดตามดังนี้ สำหรับบทความที่หกในวันนี้ ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย ขอเสนอเรื่อง “พาณิชยนาวี เรือดำน้ำ ท่าเรือพังงา” วิทยาลัยเทคโนโลยีทางทะเลแห่งเอเชียมีหนังสือมาถึงพรรคขอให้ส่งนักการเมืองรุ่นใหม่ไปเสวนาที่วิทยาลัยเทคโนโลยีทางทะเลแห่งเอเชีย พรรครปช. ตั้งขึ้นใหม่ มีคนเก่งหลายคน และมีสมาชิกที่มีความสามารถ แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงด้านพาณิชยนาวี เพราะพรรคยังเล็กอยู่ ก็เลยตอบไปว่ายังไม่สามารถส่งตัวแทนไปได้ ความจริงผมเป็นกรรมการ บริษัทไทยเดินเรือทะเล อยู่หลายปี และเป็นกรรมการผู้ก่อตั้ง บริษัท ยูไนเต็ดไทยชิปปิ้ง จึงเรียกไม่ได้ว่าไม่รู้เรื่องพาณิชยนาวีเสียเลย ถึงแม้ระยะหลังนี้ไม่ได้ติดตามเท่าไหร่ คิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปร่วมเสวนา แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ที่ว่านักการเมืองรุ่นใหม่ จะรวมถึงผมหรือเปล่า เพราะอายุมากแล้ว และ ณ วันนี้อาจยังไม่ใช่นักการเมืองเสียด้วยซ้ำ ที่แล้วมาในชีวิตทำงาน ค่อนข้างเดาออกว่าจะถูกมอบหมายให้ทำงานอะไร ไม่ว่า Eastern Seaboard สนามบินสุวรรณภูมิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขสมก. หรืออะไรก็ตามที่มีปัญหา เราก็พอมองเห็นอยู่แล้ว และคิดว่าในฐานะวิศวะที่อยู่กระทรวงการคลัง คงถูกเรียกเข้าไปแก้ปัญหา พอเข้าไปจึงแก้ได้เร็ว เพราะรู้ข้อมูลและเตรียมข้อมูลอยู่ก่อนนานแล้ว เที่ยวนี้ไม่มีเหตุใดที่จะเชื่อว่าจะต้องมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ดังนั้นพอเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองจึงค่อนข้างไม่ค่อยมีเวลา และพยายามเรียนรู้เรื่องการเมืองเท่าที่จะเรียนได้ เผอิญวันที่เขาเชิญเสวนา เป็นระหว่าง 2 วันที่พรรคจะจัดเลี้ยง และสมาคมนักเรียนเก่ามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จะจัดงานเลี้ยงประจำปี ซึ่งเมื่อรับงานแบบนี้ก็ต้องไปเพื่อให้นักเรียน Oxbridge ได้เห็นตัวและพูดคุยด้วย จึงไม่กล้าที่จะไปเสวนาที่ชลบุรีแล้วก็กลับในวันเดียว และมีงานในตอนเย็นทั้ง 2 วัน ก่อนและหลังที่ไป เพราะเกรงว่าจะไม่เกิดผลดี Eastern Seaboard ทำไปได้สักพัก ก็กลายเป็นกลุ่มปิโตรเคมีที่ใหญ่อันดับ 10 ในโลก และกลุ่มผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน หลังจากนั้นเนื่องจากผู้ดำเนินการเป็นข้าราชการทั้งนั้น ตามระยะเวลาจึงแตกแยกกันไป เพราะไม่ใช่เจ้าของของโครงการทำนองเดียวกับเอกชน ประชาชนที่ระยองซึ่งสมัยนั้นเป็นจังหวัดยากจน เดี๋ยวนี้มีรายได้ 1,100,000 บาท/หัว/ปี ขณะที่กรุงเทพฯ ยังแค่ 600,000 บาท และประเทศไทย 200,000 กว่าบาท ต้องนับได้ว่ามีความสำเร็จอย่างยิ่ง และโดยธรรมชาติเนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย น่าจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อจาก Eastern Seaboard มาบริเวณติดกับกรุงเทพฯ จะได้ใช้ท่าเรือ สนามบิน ท่าเรือน้ำลึกได้เต็มแบบสมบูรณ์ ตอนนี้รัฐบาลก็เริ่มโครงการ Eastern Economic Corridor น่าจะเป็นผลดี เพราะมีสถาบันวิทยสิริเมธี ค่อนข้างเป็น Research University เข้าไปเยี่ยมจะเห็นเครื่องมือเยอะแยะ แต่นักเรียนจิบเดียว มีมหาวิทยาลัยอมตะ สอนระดับปริญญาโท แต่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยี เป็นอาชีวะแบบเชิงปฏิบัติด้วย โดยมีบริษัทในนิคมมารองรับระหว่างเรียน เป็นการฝึกสอนคนให้มีทักษะ ยังไม่เห็นมี เพราะเพียงแต่เรียนสูงไม่พอ ต้องมีผู้ปฏิบัติการที่เก่งด้วย ระหว่างโครงการ Eastern Seaboard และโครงการ EEC บวกกันเป็นบริเวณกว้างขวาง มีท่าเรือน้ำลึก มีท่าเรือคอนเทนเนอร์ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยส่งออกได้อย่างเรียกว่าทัดเทียมกับทุกคนในโลก ดังนั้นเมื่ออยู่ในก้นอ่าวไทย อ่าวไทยจึงมีความสำคัญ และประเทศไทยจะต้องดูแล ควบคุมและเป็นเจ้าของให้ได้ เรือรบที่ลอยอยู่บนทะเลค่อนข้างควบคุมอะไรได้ยาก เพราะมองเห็นจากที่ไหนก็ได้ หรือเห็นจาก Satellite และการต่อสู้ก็ไม่ได้ใช้ปืนใหญ่ยิงกัน ระยะไม่ไกลนัก 40-50 กิโลเมตร แต่ว่าใช้จรวดซึ่งยิงมาจากไกล การควบคุมบริเวณอ่าวไทยจึงจำเป็นต้องใช้เรือดำน้ำเพราะเป็นเป้าที่ยากกว่าแต่ทรงพลัง ทำนองนี้ประเทศที่ต้องการคุมชายทะเลของตนหรือของคนอื่น จึงมีเรือดำน้ำจำนวนมาก 10 ประเทศ ที่มีเรือดำน้ำมากที่สุด ได้แก่ 1. สหรัฐอเมริกา มีเรือดำน้ำ 72 ลำ, 2. เกาหลีเหนือ มีเรือดำน้ำ 70 ลำ, 3. จีน มีเรือดำน้ำ 67 ลำ, 4. รัสเซีย มีเรือดำน้ำ 55 ลำ, 5. อิหร่าน มีเรือดำน้ำ 32 ลำ, 6. ญี่ปุ่น มีเรือดำน้ำ 16 ลำ, 7. อินเดีย มีเรือดำน้ำ 15 ลำ, 8. เกาหลีใต้ มีเรือดำน้ำ 13 ลำ, 9. ตุรกี มีเรือดำน้ำ 13 ลำ และ10. โคลัมเบีย มีเรือดำน้ำ 11 ลำ เรือดำน้ำที่ไทยซื้อมาด้วยวิธี G2G โดยG ตัวแรก ปกติก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้ผลิตสินค้าอะไร แต่ซื้อเอกชนของเขามา แต่ในประเทศจีนไม่แน่นัก เพราะประเทศจีนมีทั้งรัฐวิสาหกิจใหญ่ บริษัทร่วมทุนใหญ่ และบริษัทใหญ่ที่รัฐบาลจีนส่งข้าราชการทั้งที่เกษียณแล้วละที่ยังไม่เกษียณไปเป็นกรรมการเพื่อควบคุมหรือช่วยเหลือ จึงไม่แน่ใจว่าเรือดำน้ำใครจะเป็นผู้ผลิต แต่แน่นอนละ ถ้าเป็นนิติบุคคลทำการค้าหากำไร ก็ย่อมหาทางที่จะขายสินค้าให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการที่จะให้บุคคลในประเทศอื่นช่วยเป็นผู้ติดต่อเพื่อให้เป็นธุรกิจเกิดขึ้น ไม่ได้บอกว่ามีการให้ค่านายหน้ากับใครหรืออะไร เพราะไม่รู้จริง ๆ และในฐานะปัจจุบันก็ไม่สามารถสืบได้ ทิ้งเรื่องนี้ไว้เป็นประเด็น นอกประเด็นดีกว่า เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ว่าประเทศไทยควรมีหรือไม่ควรมีเรือดำน้ำ วันนี้เขียนเรื่องพาณิชยนาวี จึงขอเขียนว่า โรงงานของไทยอยู่ก้นอ่าวห่างจาก Shipping Route มาก สายทางเรือ Shipping Route ของประเทศอื่นก็จะวิ่ง ผ่านเวียดนาม ไปสิงคโปร์ เกือบจะเป็นเส้นตรงไม่ต้องแวะเข้ามา พาณิชยนาวีไทยต่างหากที่ต้องวิ่งไปสิงคโปร์เพื่อจะไปร่วมกับเขา ณ จุดนั้น เป็นระยะทางถึง 1,700 กิโลเมตร ตอนนี้มีเรือไปสิงคโปร์ผ่านช่องแคบมะละกาปีละ 70,718 ลำ เต็มจำนวนที่จะผ่านได้แล้ว ประเทศอื่นที่อยู่ในทางแปซิฟิค ถ้าจะวิ่งไปทางทะเลอินเดีย จะต้องวิ่งไปถึงอินโดนีเซียผ่านช่องแคบซุนดา ต้องวิ่งห่างออกไปไม่กี่ร้อยกิโลเมตรหรอก แต่ประเทศไทยนั้นต้องวิ่งไปสิงคโปร์ แล้วยังต้องวิ่งจากสิงคโปร์ไปช่องแคบซุนดาเป็นระยะทาง 900 กิโลเมตร พาณิชยนาวีไทยคงเจริญระดับโลกยากมากถ้าไม่ทำอะไรช่วยให้มีความเสียเปรียบน้อยลง คอคอดกระถ้าจะขุด บริเวณเป็นเขาสูงตลอดทางเลย ตั้งแต่เชียงรายลงไปจนถึง Johor Bahru ถ้าจะขุดตรงไหนก็ต้องใช้ระเบิดปรมาณูขนาดเล็กใต้ดิน อย่างน้อย 24 ลูก ตอนนี้คงยังประมาณต้นทุนได้ยากแต่สูงมากชนิดไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเรือของทั้งโลกมีสิทธิที่จะไปผ่าน Sunda Strait ฟรีโดยไม่เสียอะไรเลย ยกเว้นค่าน้ำมันและเวลาเล็กน้อย รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นปัญหานี้ พระองค์ท่านจึงได้จองที่ไว้ที่พังงา เป็นที่ที่มีน้ำลึก เรือใหญ่เข้าได้ การขนส่งทางเรือเป็นวิธีที่ขนส่งที่ถูกที่สุด แต่ทางรถไฟทางคู่ถ้าไม่ไกลนักก็ต้นทุนถูกเหมือนกัน ถึงแม้จะยังสูงกว่าทางเรืออยู่บ้าง เรากำลังต่อรถไฟทางคู่ลงไปถึงปักษ์ใต้ พอตอนถึงชุมพร ถ้าเลี้ยวขวาไปพังงาก็จะมาท่าเรือน้ำลึกที่พระองค์ท่านเตรียมไว้ให้ประเทศไทย ขนสินค้าไปจาก Eastern Seaboard และ EEC ระยะทางไม่เท่าไหร่ แต่พอขึ้นเรือที่พังงาแล้วก็เป็นวิธีขนส่งที่ถูกที่สุดทันที ถ้าทำท่าเรือนี้พาณิชยนาวีไทยจะสามารถใหญ่ยิ่ง นิคมอุตสาหกรรม Eastern Seaboard และ EEC ก็จะใหญ่ยิ่งตามกันไป และดีไม่น้อยก็คือรถยนต์ 10 ล้อ 20 ล้อ ที่วิ่งกรุงเทพฯ ปักษ์ใต้อยู่จะได้หมดไปเสียที เพราะเป็นวิธีขนที่แพงที่สุดที่จะขนได้ อันตรายมากและใช้แรงงานฟุ่มเฟือยด้วย รถไฟขบวนหนึ่งมีคนขับคน สองคน รถยนต์ที่จะขนสินค้าได้เท่ากันต้องใช้คนขับเป็น 10 เป็น 100 ท่าเรือที่พังงาไม่เป็นปัญหากับจังหวัดภูเก็ต เช่นเดียวกับที่ท่าเรือที่แหลมฉบัง ไม่เป็นปัญหากับพัทยา และบริเวณเกาะแถวนั้น หรืออาจจะใช้ท่าเรือของทหารเรือที่ระนองก็ได้ แต่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเพราะบริเวณพังงาเป็นบริเวณที่มีป่าไม้ชายเลนสวยงามมาก ที่ไม่น่าจะทำสำเร็จเลยก็คือทวาย เพราะเป็นทะเลของคนอื่น ที่ดินของคนอื่น นิคมของคนอื่น และเป็นประเทศที่ไม่เจริญนัก ทำยังไงให้มาเป็นท่าเรือยิ่งใหญ่สำหรับประเทศไทยน่าจะยาก ผมคิดว่าโครงสร้างพื้นฐานนี้น่าจะช่วยให้พาณิชยนาวีไทย เปลี่ยนตัวจาก Regional Shipping ให้เป็นพาณิชยนาวีระดับโลกได้สักที ทางราชการกำลังสร้างสนามบินใหม่ที่พังงา เพื่อให้จังหวัดภูเก็ตใช้เป็นหลัก มีทั้งท่าเรือ มีทั้งสนามบิน ดีไม่ดีกลายเป็น Southern Seaboard ไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำใจได้แล้วตั้งโรงกลั่นเล็ก ๆ ขนาดเดียวกับโรงกลั่นน้ำมันบางจากขนาด 1 แสนบาร์เรล/วัน และกลั่นน้ำมันให้พื้นที่จังหวัดปักษ์ใต้ โรงกลั่นน้ำมันบางจากสร้างมาเกิน 50 ปีแล้ว อยู่เกือบจะเรียกว่ากลางกรุงเทพฯ โรงกลั่นบางจากเปิดหรือปิดทำงานไม่มีใครมีวันรู้ เพราะไม่มีการทำความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมอย่างใดเลย ทำเช่นนี้แล้ว ต่อท่อน้ำมันขนทางบกวิ่งกับคู่ทางรถไฟกลับไปจนถึง Eastern Seaboard ก็ง่ายนิดเดียว สมัย Eastern Seaboard ต่อท่อแก๊สใต้ทะเลจากสุราษฎร์ธานีมาขึ้นที่ระยอง ระยะก็ไม่หนีกันเท่าไหร่ จากสุราษฎร์ธานีขึ้นมากรุงเทพฯ สมัยนั้นไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ เป็นที่สีชมพูที่คอมมิวนิสต์เต็มไปหมด กลัวว่าท่ออาจถูกระเบิด สมัยนี้ความปลอดภัยแบบนั้น 100% แล้ว ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง วันละ 8 แสนบาร์เรล ระยะเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ผ่านสิงคโปร์มา Eastern Seaboard ใช้เวลา 5 วัน เป็นค่าขนส่งจำนวนมหาศาล ต่อท่อทางบกลดต้นทุนให้ประเทศไทยได้คุ้มค่า ขอบคุณบทความพิเศษทั้ง 6 เรื่องจาก “หม่อมเต่า” #6เรื่องที่ควรคิดจากหม่อมเต่า