ปลัด พณ.เดินหน้าดูแลค่าครองชีพ ยึดตรึงราคาสินค้า ชงแพ็คเกจของขวัญปีใหม่เข้า ครม.สัปดาห์หน้า
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวทางนโยบายการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์หลังเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้วางนโยบายการทำงานไว้ 9 ข้อ ประกอบด้วย 1.ลดภาระค่าครองชีพ กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 20 Lot ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ Lot 21 และจะทำเพิ่มเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะเน้นการดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
2.บริหารจัดการสินค้าเกษตร การตลาดนำการผลิต โดยจะบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด โดยจะดูความต้องการของตลาดและมาแจ้งกับเกษตรกรให้ผลิตตามที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่ผลิตตามที่ตัวเองถนัด เพราะทำตลาดได้ยาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยในส่วนนี้ โดยในเรื่องของสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว มัน ไม่น่าจะมีปัญหา ตลาดยังไปได้ ส่วนข้าวโพด ก็ยังไปได้ดีอยู่ รวมถึงปาล์มน้ำมัน
3.การเร่งรัดการส่งออก และการค้าชายแดน ซึ่งขณะนี้ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มีการหารือกับภาคเอกชนประเมินเป้าส่งออกปี 66 อยู่ว่าจะเป็นเท่าร คาดว่าภายใน 1-2 อาทิตย์จะมีความชัดเจน อย่างไรก็ตามปีหน้าตลาดส่งออกของไทยมีความผันผวนจากสถานการณ์ เศรษฐกิจโลกที่ถดถอยคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะส่งออกยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ส่วนการค้าชายแดน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งเปิดด่านชายแดนเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมี 97 ด่าน เปิดไปแล้ว 71 ด่าน
4.เร่งรัดการเจรจาเอฟทีเอ ปัจจุบันไทยมีเอฟทีเอ 14 ฉบับ 18 ประเทศ ซึ่งปีหน้าก็จะเร่งเปิดเจรจาแอฟทีอที่คั่งค้าง อาทิ เอฟทีเออาเซียน-แคนาดา เอฟทีเอไทย-เอฟต้า เอฟทีเอไทย-ปากีสถาน เอฟทีไทย-ตุรกี และอื่นๆส่วนเอฟทีกับประเทศอื่นก็ขึ้นดูความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำคือ การส่งเสริมการใช้ประโยชย์จากเอฟทีเอให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะความตกลงอาร์เซ็ปและเอฟทีเออื่นๆ
5.พัฒนาระบบการบริการประชาชน จะผลักดันการจดทะเบียนธุรกิจ บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา บริการข้อมูลการค้าในประเทศและต่างประเทศ และบริการสารสนเทศและกิจกรรมกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 6.ส่งเสริม พัฒนา SME/MSME โดยจะจัดสัมมนาเสริมความรู้ผ่านโครงการต่างๆของกรม ผ่านทางระบบออนไลน์และออฟไลน์ 7.เร่งรัดการจะทะเบียนและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา จะเร่งรัดการจดทะเบียนให้เร็วขึ้น โดยนำระบบไอทีเข้ามาช่วย ใช้ AI เข้ามาทำงานแทนคน และจะเร่งส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
8.ส่งเสริมภาคการผลิต /บริการผ่านการใช้Soft Power หรือซอฟพาวเวอร์ ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มสำคัญ 8.1. อาหาร ร้านอาหารไทย 8.2.สุขภาพ ความงาม 8.3.สินค้าสร้างอัตลักษณ์ไทย แฟชั่น ของตกแต่งบ้าน 8.4 ดิจิทัลคอนเทนด์ เช่น ละคร หนัง เกมส์ แอนนิเมชั่น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยจะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่จะเป็นหัวหอกหลักเพราะภาคเอกชนมีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด
9.Back Office เพื่อรองรับภารกิจที่ประชาชนคาดหวังจากกระทรวงพาณิชย์ เพราะปัจจุบันนี้ กระทรวงพาณิชย์มีกำลังคนไม่เพียงพอ ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูในเรื่องนี้แล้ว จะมาหาคำตอบว่าขาดคนเท่าไร ต้องการเพิ่มจุดไหน และโครงสร้างการบริหารงานบุคคลปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ และจะนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป
โดยแนวทางการขับเคลื่อนงานทั้งการดูแลการค้าทั้งในและต่างประเทศ การดูแลราคาสินค้าเกษตร และการลดภาระค่าครองชีพในปีหน้ายังคงเข้มข้น โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาสินค้าเวลานี้จำเป็นที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีปัจจัยจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยจะยังคงขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าไว้ แต่จะต้องพิจารณาถึงความสมดุลด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอด และประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งจะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ดังนั้นของขวัญปีใหม่ 2566 ที่กระทรวงพาณิชย์ เตรียมไว้ให้กับประชาชนนั้น จึงเน้นไปที่การลดภาระค่าครองชีพ เช่นเดียวกับที่ผ่านมา ได้เปิดจุดจำหน่ายสินค้าจำเป็นราคาถูกกระจายทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เป็นลอตที่ 21 แล้ว โดยจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 29 พ.ย.นี้ เบื้องต้นรูปแบบยังเป็นความร่วมมือลดราคาสินค้า เพียงดูเรื่องรายการสินค้า ส่วนลด และระยะเวลาที่จัดอาจเริ่มปลายปีนี้ข้ามถึงต้นปีหน้า และยังมีของขวัญที่แต่ละกรมนำเสนอในการลดภาระธุรกิจและประชาชน
ขณะที่งานสำคัญอื่นๆ มีทั้งเร่งรัดผลักดันการส่งออก และการค้าชายแดน เพราะถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่ในปีหน้ายังต้องทำงานกับเอกชนใกล้ชิด เพื่อปรับแผนให้ทันกับสถานการณ์ที่ยังผันผวน รวมทั้งเร่งเจรจาเปิดด่านการค้าชายแดน ขณะนี้เปิดด่านได้แล้ว 71 ด่าน จากทั้งหมด 97 ด่าน และการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพิ่มเติมจากปัจจุบันมี 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ และที่สำคัญส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะกรอบความตกลง RCEP รวมไปถึงระบบการให้บริการประชาชน ที่จะยกระดับทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การให้บริการข้อมูลการค้าในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันเป็นออนไลน์ทั้งหมด และเร่งรัดส่งเสริมภาคการผลิตและบริการ ผ่านการใช้ Soft Power ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะมุ่งเน้นในสินค้า 4 รายการคือ ร้านอาหารไทยสุขภาพ-ความงาม อัตลักษณ์ไทยทั้งในกลุ่มแฟชั่น-เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าดิจิทัลคอนเทนต์