เศรษฐกิจไทยส่อวิกฤติโดนพิษการเมืองอ่วม! “นักลงทุนไทย-เทศ”จ่อย้ายหนีลงทุน
จากปัญหาความไม่ชัดเจนทางการเมืองของประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยรัฐบาลหวังที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่ระบบประชาธิปไตย และเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ มากกว่าการที่เข้ามาบริหารประเทศในรูปแบบของการรัฐประหาร
แต่จนถึงวันนี้กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลตั้งใจ ความไม่ลงตัวของการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง มีการฟ้องร้องกันไปมาระหว่างพรรคการเมือง จนถึงเรียกร้องให้มีการถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และเสนอให้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ
ซึ่งความไม่ชัดเจนทางการเมืองเช่นนี้กำลังส่งผลให้แนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีความสับสนที่จะร่วมลงทุนในประเทศต่อไปหรือไม่ และพร้อมที่จะโยกเม็ดเงินลงทุนไปยังประเทศอื่นได้ทั้งที
ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ 23 ที่จังหวัดเชียงราย โดย “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจัยที่ยังน่ากังวลจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง เพราะเป็นผลมาจากการความยืดเยื้อในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากการเลือกตั้งไปแล้ว ขณะที่นักลงทุนไทย ส่วนใหญ่มีความคุ้นชินกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศอยู่แล้ว ก็ได้มีการวางแผนและตัดสินใจเรื่องการลงทุนอยู่ และยังคงเดินหน้าต่อไป
“ยอมรับว่าเป็นห่วง สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง ที่ยังไม่ชัดเจน เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่เริ่มมีการชะลอการลงทุนไว้ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อรอดูความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลมีความยืดเยื้อออกไปอีกจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน”
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีการคาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้หมดแล้ว จึงได้มีความพยายามในการเตรียมความพร้อมและผลักดันการลงทุน โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐให้เดินหน้าได้ตามแผน เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทดแทนการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง เพื่อให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพและสมดุล
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่อยากให้การเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลงมามาก เพราะหากการขยายตัวตกลงมามาก ก็จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูให้กลับมาขยายตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันหากรัฐสามารถประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จะใช้งบประมาณน้อยกว่า ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดี
“ทั้งนี้ยืนยันว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไตรมาสแรกของปี ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ไตรมาส 2 มีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ยังดีอยู่”
ส่วนกรณีที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวว่า ภูมิต้านทานด้านการคลังของไทยต่ำกว่าที่คิด หากไม่ปรับประสิทธิภาพการใช้จ่ายและลดขนาดของภาครัฐ อาจทำให้ฐานะการคลังมีปัญหาในอนาคต แทนที่จะสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และอีก 12 ปีงบประมาณจึงจะกลับมาสมดุลได้ เป็นการแสดงความคิดเห็นที่ทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ทางด้านการคลังทำเต็มที่แล้ว ด้านนโยบายการเงินได้ทำดีหรือยัง
"จะคิดว่า ธปท.ไม่มีหน้าที่ในการ กระตุ้นเศรษฐกิจก็คิดได้ แต่ที่ได้มาทำสัญญากับกระทรวงการคลังทุกปีว่าจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพและเติบโตได้เต็มศักยภาพ ธปท.ได้ทำหรือยัง" รมว.คลัง กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ไม่ควรทำคือ การทำนโยบายอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมาต่ำกว่า 4% หากเศรษฐกิจไม่ตกทุกอย่างก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองหาเสียงด้วยการชูนโยบายใหม่ๆ ออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและอยากให้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ให้ได้
ขณะที่วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวยอมรับว่า ความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย หลังพบการเคลื่อนไหวในตลาดเงินตลาดทุนผันผวนมากขึ้น แต่หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะทำให้ทิศทางการขยายตัวของภาคเอกชนที่ดำเนินมาจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด
ด้านปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การชะลอของสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และการชะลอลงทุน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป แต่คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ เร่งสะสางงบลงทุนในช่วงรอยต่อปีงบประมาณ 2563 เพื่อรักษาความเชื่อมั่นภาคเอกชน
ในระหว่างที่กำลังรอรัฐบาลใหม่ ตลาดหุ้นจะมีความไม่แน่นอนในระยะสั้น ซึ่งในการเลือกตั้ง 16 ครั้ง ตั้งเเต่ปี 2519-2562 พบว่ามีเพียง 3 ครั้งที่หุ้นตกหลังเลือกตั้งในช่วง 1-5 วัน โดยครั้งที่ 3 ก็คือการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา และหากพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ 4 และอันดับ 5 ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ก็จะทำให้หุ้นร่วงไปอีก
ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ รัฐบาลใหม่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจ เช่น การสานต่อนโยบายอีอีซี แต่ต้องมีการทบทวนความคุ้มค่าและความโปร่งใส รวมถึงการสร้างโอกาสทำมาหากินให้กับประชาชนและธุรกิจรายเล็ก ซึ่งนโยบายที่ควรเป็นเรื่องเเรกที่รัฐบาลทำ คือนโยบายด้านสวัสดิการและการอุดหนุน แต่เลือกที่สำคัญและไม่ก่อหนี้ เรื่องต่อมา ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะปัญหาคนรวยที่สุด ร้อยละ 1 ของประเทศ
นอกจากนี้ยังต้องมีนโยบายสร้างโอกาสการทำมาหากินเพื่อกระจายการเติบโต ซึ่งต้องพัฒนาควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาพื้นที่ เช่น บุรีรัมย์โมเดล ซึ่งในระหว่างนี้ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลปัจจุบัน ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อและรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งปีนี้มีการประเมินเศรษฐกิจแล้วว่าจะโตต่ำกว่าปีก่อนคือไม่ถึงร้อยละ 4