พิษโควิดอ่วมยาว ฉุดคนไทยตกงาน ยากจนเพิ่ม 1.5 ล้านคน เวิลด์แบงก์คาดจีดีพีปีนี้โต4% ปีหน้า 4.7%
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 และประมาณการว่าจะลดลง 6.5% ในปี 2563 ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 4.0% ในปี 2564 และเติบโตได้ 4.7%ในปี 2565 ซึ่งจะเป็นการปรับฟื้นตัวขึ้นในระดับใกล้เคียงกับปี 2562 ที่ยังไม่มีการระบาดของโควิด -19โดยการฟื้นตัวของจีดีพีในปีนี้ยังอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19ที่ยังมีอยู่ การกระจายของวัคซีนที่อาจจะล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ และปัญหาการเมืองทั้งในประเทศและปัญหาด้านสงครามการค้า
โดยในครึ่งปีแรกเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างช้าๆเนื่องจากรับผลจากการระบาดของโควิด-19ระลอกใหม่ แต่ความเข้มงวดของมาตรการล็อคดาวน์ที่ไม่เท่ากับไตรมาส 2 ของปีก่อน และจะค่อยๆโตสูงขึ้นในครึ่งปีแรกที่เริ่มมีการกระจายของวัคซีน ทำให้ความเชื่อมั่นด้านการบริโภคดีขึ้น จึงทำให้ยังมองยังสามารถประคับประคองจีดีพีไทยเติบโตได้ 4%ในปีนี้ แต่หากมองในกรณีเลวร้ายคือมีการแพร่ระบาดรุนแรงภาครัฐต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นแบบที่ปีที่แล้วก็จะคาดการณ์จีดีพีที่ 2.4%
สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19ส่งผลกระทบประเทศไทยค่อนข้างสูง เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาภาคต่างประเทศสูง ทั้งจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่งผลต่อเนื่องมายังตลาดแรงงานที่มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น หรือชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรลดลง โดยพบว่าประเทศไทยมีจำนวนประชากรที่ตกลงใต้เส้นความยากจนเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 64 จะขยายตัวได้ 4% และปี 65 จะขยายตัว 4.7% จากที่หดตัวเป็นติดลบ 6.5% ในปี 63 เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก การท่องเที่ยวซบเซา และยังกระทบต่อการจ้างงาน รวมทั้งทำให้รายได้ลดลง ส่งผลให้หลายคนมีความยากลำบาก จากข้อมูลคาดว่าในปี 63 มีคนไทยยากจนเพิ่มขึ้นถึง 1.5 ล้านคน มาอยู่ที่ 5.2 ล้านคน จากปี 62 มี 3.7 ล้านคน ตามเส้นแบ่งความยากจน 5.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน คิดเป็น 165-170 บาทต่อวัน(อัตรา 30-31 บาทต่อดอลลาร์)
ทั้งนี้ผลจากการระบาดใหญ่ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทย ทำให้คนว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยรุ่น จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ลดลงทำให้รายได้ต่อเดือนน้อยลง จำนวนชั่วโมงการทำงานยังไม่ฟื้นตัวกลับขึ้นมา และการจ้างงานในหลายๆภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคการผลิตยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปีก่อนหน้า นั้นหมายความว่าตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะที่เปราะบางต่อความไม่แน่นอนต่างๆ ในอนาคต รวมถึงการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19
นายแฮรี่ เอ็ดมุนด์ โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติมความท้าทายเดิมของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในระยะกลางที่จะมีเรื่องเข้าสู่สังคมสูงวัยเข้ามาอีก ซึ่งภายหลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19ทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรลดลง และมีจำนวนประชากรตกลงที่ใต้เส้นความยากจนมากขึ้นถึง 1.5 ล้านคน ส่งผลให้มีประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเพิ่มเป็น 5.2 ล้านคน จากปี 2562 ที่ 3.7 ล้านคน ดังนั้นในระยะสั้นทางภาครัฐควรสนับสนุนให้มีการจ้างงานระยะสั้นสำหรับผู้ถูกเลิกจ้าง และเพิ่มประสิทธิภาพ ทักษะแรงงานให้ตรงตามที่ตลาดแรงงานต้องการในระยะกลางและระยะยาว เช่น การดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงขยายเวลาเกษียณอายุ และเพิ่มงานสำหรับผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้