“ฝุ่น PM2.5” พิษสงร้ายแรงที่ห้ามมองข้าม! สะเทือนชีวิตประจำวัน-ฉุดเศรษฐกิจประเทศร่วง!

เศรษฐกิจ25 ม.ค. 2563 • 00:10 น.
“ฝุ่น PM2.5” พิษสงร้ายแรงที่ห้ามมองข้าม! สะเทือนชีวิตประจำวัน-ฉุดเศรษฐกิจประเทศร่วง!
อากาศที่เราหายใจเข้าไปไม่ใช่อากาศที่บริสุทธิ์ เพราะมีฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 รวมถึงเชื้อโรค และสารปนเปื้อนต่างๆ ที่มองไม่เห็นอีกมากมาย ซึ่งเป็นอันตราย และผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากการเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งประกอบไปด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น สารปรอท ,แคดเมียม ,อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน และเมื่อได้รับการติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสะสมในร่างกาย สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกาย และผลกระทบทางผิวหนัง อาทิ ไอ จาม หรือภูมิแพ้ ,โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ,โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง และเกิดโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด เป็นต้น อีกทั้งองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) กำหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ประกอบกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 50,000 ราย ส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียเกี่ยวเนื่องกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศนี้ ทั้งนี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าในช่วง1-2 ปี ที่ผ่านมา โดยส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศลดลง ซึ่งผลกระทบในครั้งนี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่าจากการที่ภาครัฐออกมาตรการเป็นรูปธรรมผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ต่อเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 –6,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับกรอบระยะเวลา 1 เดือน ในช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นค่าเสียโอกาสทางด้านสุขภาพ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าหน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ 2,000-3,000 ล้านบาท ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว 1,000-2,400 ล้านบาท และค่าเสียโอกาสภาคธุรกิจอื่น ๆ เช่น ร้านอาหารข้างทาง สวนอาหาร ตลาดนัด 200-600 ล้านบาท ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา “คณะรัฐมนตรี” ได้มีมติเห็นชอบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติ ได้แก่ 1.ขยายเขตพื้นที่จำกัดรถบรรทุกเข้ากรุงเทพฯ จากวงแหวนรัชดาภิเษก เป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก 2. ห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ในวันคี่ระหว่างเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 สำหรับวันคู่ให้เข้าได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด 3. ตรวจวัดควันดำรถโดยสาร (ไม่ประจำทาง) รถโดยสารและรถบรรทุก 4. ตรวจสอบโรงงานที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองหากไม่เป็นไปตามมาตรฐาน 5. กำกับให้กิจกรรมการก่อสร้างรถไฟฟ้าและก่อสร้างอื่นๆ เป็นไปตามข้อกำหนดไม่ทำให้เกิดฝุ่นและปัญหาการจราจร 6.ไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 7. จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคุมการเผาในที่โล่งในช่วงสถานการณ์วิกฤติฝุ่นละอองและเข้มงวดการควบคุมยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง 8. ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 10 PPM ซึ่งเป็นน้ำมันที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองน้อย 9. ขอความร่วมมือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงานและรถยนต์ของส่วนราชการต้องผ่านมาตรฐานควันดำทุกคัน 10. ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษาสนับสนุนการจัดโครงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน 5 ปี เพื่อช่วยลดฝุ่นละออง และ 11. สร้างการรับรู้และเข้าใจ”แก่ประชาชน เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ขณะที่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือบางจากฯ และ บมจ.ปตท. ขายน้ำมันดีเซลมาตรฐานยุโรประดับที่ 5 (ยูโร 5) ที่ปล่อยกำมะถันเพียง 10 PPM ช่วยลดฝุ่นได้ดีกว่ามาตรฐานบังคับใช้ปัจจุบันที่เป็นน้ำมันยูโร 4 ซึ่งปลดปล่อยกำมะถัน 50 PPM โดยขอให้ขายราคาเดียวกับยูโร 4 ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยทั้ง 2 ค่ายน้ำมันให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้จะไม่ได้รับการชดเชยราคาใดๆก็ตาม ซึ่งจะขายในพื้นที่กทม. โดยบางจากฯจะขายน้ำมันดีเซลทุกประเภททุกชนิดเป็นยูโร5 ส่วนปตท.จะขายเฉพาะบี 10 เท่านั้น นอกจากนี้ได้หารือกับผู้ค้าน้ำมันต่าง ๆ ในการออกโปรโมชั่นลดราคาพิเศษในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพื่อจูงใจให้เจ้าของรถยนต์ดูแลรถให้สะอาดไม่เกิดควันดำ จนเกิดปัญหาเพิ่มมลพิษทางอากาศขณะเดียวกันจะหามาตรการเพิ่มเติมทำอย่างไร จึงให้รถบรรทุกต่าง ๆ ที่ปัจจุบันพบว่ายังใช้เครื่องยนต์ยูโร1-3 ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ได้ยกระดับความเข้มข้นมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยได้ให้ผู้ตรวจการลงพื้นที่สุ่มตรวจค่าควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดราชการทั่วประเทศ ซึ่งยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 - 22 มกราคม 2563 ตรวจรถทั้งสิ้น 57,971 คัน เป็นพบรถที่มีค่าควันดำเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ราชการกำหนด พ่นห้ามใช้ จำนวน 1,087 คัน ทั้งนี้ ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการส่งภาพรถบรรทุกและรถโดยสารควันดำที่สังเกตเห็นหมายเลขทะเบียนชัดเจน ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน •สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง •Line@: @1584DLT •Facebook: 1584 ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะ ส่วนภาคเอกชนได้ออกมาขานรับ และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดย “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นขณะนี้จะเป็นตัวเร่งให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อใช้เป็นรถโดยสารสาธารณะเร็วขึ้น ซึ่งจะต้องเจรจากับภาครัฐเพื่อหามาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษี เป็นต้น โดยผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ได้ให้ความร่วมมือ เช่น การจัดโปรโมชั่นลดราคาค่าเปลี่ยนอะไหล่ให้ผู้ใช้รถยนต์เพื่อช่วยให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงได้ดีขึ้นลดปัญหามลพิษในอากาศ และการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันดีเซล B10 เป็นต้น สุดท้ายเหนือสิ่งใด ทุกฝ่ายต้องเสียสละ ประชาชนก็ต้องป้องกันตัวเอง บรรดาต้นเหตุปัญหาทั้งหลายก็ต้องเสียสละให้เห็นแก่ส่วนรวมด้วยเช่นกัน