"กพช."ชงแก้กม. เปิดช่องกู้เงินแก้ปัญหาน้ำมันแพง
รายงานข่าวแจ้งว่าในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วันที่ 9 มีนาคม 2565 จะทบทวนแผนรับมือวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง หลังราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องโดยราคาน้ำมันเบรนต์ปรับขึ้น 12.73 ดอลลาร์ สูงขึ้นถึง 130.84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 9.92 ดอลลาร์สู่ระดับ 125.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เนื่องจากความกังวลว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่ออุปทานจากรัสเซีย หลังสหรัฐ และพันธมิตรได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อตอบโต้ และบริษัทหลายแห่ง หลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อีกทั้งตลาดน้ำมันอาจตึงตัวมากขึ้น หลังสหรัฐเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างการศึกษา มาตรการเพิ่มเติมในการห้ามนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
สำหรับการทบทวนแผนรับมือวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงในการประชุม กพช. ครั้งนี้จะเสนอให้ปรับถ้อยคำเกี่ยวกับการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 หมวด 4 มาตรา 26 ที่ระบุว่า กองทุนต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้ตามวรรคสองแล้วต้องไม่เกินจำนวนสี่หมื่นล้านบาท โดยจะมีการเสนอให้ตัดบางถ้อยคำที่ว่า “ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้ตามวรรคสองแล้วต้องไม่เกินจำนวนสี่หมื่นล้านบาท” ออก เพื่อช่วยให้การทำงานของกองทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น หรือมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้กองทุนสามารถกู้เงินมาใช้ดูแลเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศได้ตามความเหมาะสมแต่ละสถานการณ์และความจำเป็นได้มากขึ้น
ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กู้ 20,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท หากจำเป็นสามารถกู้ได้อีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานเงินกองทุนต้องมีไม่เกิน 40,000 ล้านบาท
นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยว่า ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันเดือนมกราคม 2565 เพิ่มขึ้น 20.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการใช้กลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 11.8% กลุ่มดีเซลเพิ่มขึ้น 24.4% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1)เพิ่มขึ้น 75.5% น้ำมันก๊าดเพิ่มขึ้น 2.8% น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 40.8% LPG เพิ่มขึ้น 11.7% ขณะที่การใช้ NGV ลดลง 2.7%
การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเดือนมกราคม 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,015,944 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 2.6% มาอยู่ที่ 926,590 บาร์เรล/วัน ในจำนวนนี้พบว่าเป็นการนำเข้าจากรัสเซีย 1.2% (ปี 2564 การนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียคิดเป็น 3.3%) ส่วนมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 77.5% มาอยู่ที่81,810 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่89,353 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่าการนำเข้า 7,468 ล้านบาท/เดือน
ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเดือนมกราคม 2565 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาน้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และ LPG ปริมาณส่งออกลดลง 0.8% มาอยู่ที่150,897 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 14,575 ล้านบาท/เดือนเพิ่มขึ้น 74% มูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นเป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในเดือนมกราคม 2565