ปตท. ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร ยืดระยะเวลาชำระหนี้ กฟผ. ไม่คิดดอกเบี้ยล่าช้า แบ่งเบาต้นทุนค่าไฟฟ้า 1.3 หมื่น ลบ.
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาเรื่องความผันผวนของพลังงานก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนับวันราคาของเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติแต่ละชนิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปตท. ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. มีมติ ให้ร่วมช่วยแบ่งเบาต้นทุนค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน โดยการยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ กฟผ. มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท โดยไม่เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยย้อนหลัง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แบกรับภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในการช่วยตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ตามนโยบายของภาครัฐตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวนสูง ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีต้นทุนสูงขึ้นมาก ประกอบกับประชาชนยังคงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 จึงมีมติอนุมัติให้ ปตท. ร่วมช่วยบรรเทาภาระต้นทุนผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชน โดยการเลื่อนกำหนดชำระเงินค่าก๊าซฯ งวดเดือนพฤษภาคม 2565 มูลค่าประมาณ 13,000 ล้านบาท ออกไปเป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยไม่เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยมูลค่าประมาณ 340 ล้านบาทที่จะเกิดขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับ กฟผ. ในการแบกรับต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชน
อย่างไรก็ตาม การช่วยกันประหยัดพลังงานสามารถเริ่มต้นได้จากการใช้พลังงานในครัวเรือน ด้วยการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และก่อนออกจากบ้านควรตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้ง ปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทันทีที่เลิกใช้งาน ในส่วนของเครื่องปรับอากาศควรใช้อุณหภูมิที่ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส นอกจากนี้การใส่ของในตู้เย็นมากเกินไปและการเปิดปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆ อาจส่งผลให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้การลดการใช้พลังงานในครัวเรือน นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานในสถานการณ์ที่ผันผวนแบบนี้ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ปตท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า มาตรการยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ กฟผ. มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยย้อนหลังในวันนี้ จะเป็นส่วนช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับ กฟผ. ในการแบกรับต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้า และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านพลังงานไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง ในสถานการณ์ความผันผวนของพลังงานก๊าซธรรมชาติเช่นนี้