งดใช้ถุงพลาสติกหิ้วประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง…ดันธุรกิจถุงหิ้วที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า 400 ล้านใบ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นมา เริ่มมีการประกาศงดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastic bag) จากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่อย่างห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม และคาดว่าในอนาคตการงดใช้ถุงดังกล่าวจะขยายตัวเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดสด แผงลอย และร้านขายของชำ โดยการดำเนินงานภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวย่อมทำให้ความต้องการของถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทาน แต่ในขณะเดียวกันกลับสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับถุงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่จากเดิมยังมีตลาดค่อนข้างจำกัดเพื่อใช้ทดแทนถุงพลาสติกประเภทดังกล่าว อาทิ ถุงผ้า ถุงกระดาษ หรือถุงพลาสติกชนิดหนา ดังนี้
ปัจจัยกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเร่งถุงพลาสติกหูหิ้วประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
จากการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในการจัดการกับต้นตอของปัญหาขยะพลาสติกจากผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งที่มีอายุการใช้งานสั้น และเมื่อกลายเป็นขยะจะสามารถจัดการได้ยากและเกิดปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อมตามมาอย่าง ถุงพลาสติกหูหิ้ว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวการดำเนินงานภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 เพื่อลดขยะพลาสติกดังกล่าวที่มีแหล่งที่มาจาก 3 แหล่งหลัก คือ 1.) กลุ่มห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ 2.) ร้านขายของชำ 3.) ตลาดสด เอกชน และแผงลอย ซึ่งภายใต้กรอบการดำเนินงานของแผนดังกล่าว เป็นผลให้กลุ่มห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ให้ความร่วมมือในการงดแจกถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งและจะมีผลให้ปริมาณขยะถุงพลาสติกประเภทดังกล่าวลดลงราว 1 ใน 3 ของปริมาณการใช้ถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งเฉลี่ยต่อปี ส่วนที่เหลืออีก 2 ใน 3 นั้นจะดำเนินการในระยะถัดไปจากกลุ่มตลาดสด ร้านขายของชำ และอื่นๆ ซึ่งหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานคาดว่าจะสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งในทุกช่องทางภายในปี 2565
จากปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วเฉลี่ยปีละ 45,000 ล้านใบ ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เมื่อได้ดำเนินการตามแผนรณรงค์จะทำให้ในปี 2563 ถุงพลาสติกดังกล่าวมีปริมาณลดลงราวร้อยละ 29 ของค่าเฉลี่ยการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วของคนไทย คิดเป็นประมาณ 13,000 ล้านใบ มูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตที่มีการขยายความร่วมมือไปในกลุ่มตลาดสดและร้านขายของชำเพิ่มขึ้นจะเป็นผลให้เมื่อสิ้นสุดปี 2565 ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกดังกล่าวลดลงไปอย่างน้อยประมาณร้อยละ 64 ของค่าเฉลี่ยการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วของคนไทย คิดเป็นจำนวนราว 29,000 ล้านใบ หรือมูลค่าประมาณ 5,300 ล้านบาท ดังนั้น จากการคาดการณ์จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากขยะถุงพลาสติกหูหิ้วประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งนั้นมีแนวโน้มที่จะแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีเพียงร้านค้าปลีกขนาดเล็กบางส่วนและผู้บริโภคบางรายที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว เนื่องจากถุงพลาสติกยังสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภค ประกอบกับสินค้าบางประเภทยังมีความจำเป็นต้องใช้ นอกจากว่าจะสามารถหาบรรจุภัณฑ์ใหม่เข้ามาทดแทน
กล่าวได้ว่า ในขณะที่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกเริ่มบรรเทา แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับส่งผลให้ความต้องการถุงพลาสติกหูหิ้วลดลงจนนำไปสู่ผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมผลิตถุงพลาสติกหูหิ้วเป็นวงกว้าง เนื่องจากที่ผ่านมาถุงพลาสติกหูหิ้วที่เติบโตขึ้นจากการเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภค จึงทำให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานถุงพลาสติกดังกล่าวได้ขยายตัวขึ้นตามความต้องการของตลาด แม้จะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมูลค่าการผลิตรวมและส่วนต่างกำไร (Profit margin) ค่อนข้างต่ำจากภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จากสถานการณ์ข้างต้น ทั้งผู้ประกอบการผลิตถุงพลาสติกหูหิ้ว SMEs ที่มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 80 และผู้ประกอบรายใหญ่นั้นย่อมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากยอดการผลิตที่ลดลงและสถานการณ์การแข่งขันที่ทวีรุนแรงมากขึ้นในระยะข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์อาจส่งผลกระทบมากหากเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฐานลูกค้าที่จำกัด ซึ่งภาครัฐควรมีส่วนในการออกมาตรการสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน การตลาด หรือเทคโนโลยี
โอกาสทางธุรกิจของถุงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังเผชิญกับข้อจำกัดในระยะข้างหน้า
ภายใต้สถานการณ์ที่สังคมไทยตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจนนำไปสู่การรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างจริงจัง จึงเกิดโอกาสทางธุรกิจให้กับสินค้าทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ เช่น ถุงผ้า ถุงกระดาษ และถุงพลาสติกชนิดหนา (ใช้ซ้ำได้) เป็นต้น จากคุณสมบัติเฉพาะของถุงพลาสติกหูหิ้วที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อเกิดการงดใช้ถุงพลาสติกแล้วย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหาสิ่งทดแทนอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2563 จะมีความต้องการถุงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถใช้ซ้ำได้ราว 410 ล้านใบ1 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,630 ล้านบาท และเป็นผลให้ภาพรวมของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งยังคงเป็นบวกเกือบ 2,191 ล้านบาท กล่าวได้ว่า การที่ภาพรวมของตลาดดังกล่าวยังมีผลเป็นบวกในระยะเริ่มต้นเนื่องจากเป็นปีแรกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง จึงเกิดแรงกระตุ้นของการเร่งซื้อถุงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากผู้บริโภค ประกอบกับมูลค่าของถุงทดแทนที่สูงกว่าถุงพลาสติกที่ถูกงดใช้ อย่างไรก็ดี ในปี 2565 ภาพรวมทางเศรษฐกิจของตลาดถุงหูหิ้วเริ่มมีมูลค่าเป็นลบราว 295 ล้านบาท จากปัจจัยด้านคุณสมบัติของถุงทดแทนที่มีอายุการใช้งานที่นานจึงมีความถี่ในการซื้อซ้ำลดลง ทั้งนี้ แม้ว่าผลสุทธิของตลาดถุงหูหิ้วจะติดลบในระยะข้างหน้า แต่ประเด็นเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมที่ได้นั้นไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าได้
หากพิจารณาถึงภาพรวมของตลาดถุงทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ทิศทางในระยะข้างหน้าจะมีอัตราการขยายตัวเล็กน้อยราวร้อยละ 3.8 และ 4.3 ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ ซึ่งอาจเป็นผลให้ผู้ที่เข้าไปในห่วงโซ่ธุรกิจดังกล่าวต้องเผชิญกับข้อจำกัด การที่อัตราขยายตัวของถุงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างต่ำเกิดจากผลของประเด็นเรื่องของอายุการใช้งานของถุงที่ยาวนานขึ้นมากกว่า 5 ปี ผนวกกับการขยายตัวของมาตรการงดใช้ถุงในระยะถัดไปที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในร้านค้าขนาดเล็กและตั้งอยู่ในเขตเมืองรองที่มีปริมาณความต้องการสูงไม่เท่าหัวเมือง และอัตราการขยายตัวยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดของการทดแทนทั้งจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ประเภทสินค้าที่ซื้อ และบรรจุภัณฑ์ของสินค้าที่ไม่มิดชิดอย่าง ผักสดที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์ ซึ่งไม่เอื้อต่อการใช้ถุงทดแทนโดยเฉพาะถุงที่ผลิตจากผ้าหรือกระดาษ
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ถุงทดแทนที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในระยะยาวอย่าง ถุงพลาสติกชีวภาพ (Biodegradable plastic Bag) ยังไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม จากจุดอ่อนหลายประการอาทิ ขนาดตลาดที่จำกัด ราคาผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างสูง และระยะเวลาการเก็บรักษาสั้น ดังนั้น ถุงที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในปัจจุบัน คือ ถุงพลาสติกชนิดหนา ถุงผ้าพลาสติก2 ถุงสปันบอนด์ ถุงกระดาษ และถุงผ้า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โอกาสทางธุรกิจในการปรับตัวของผู้ประกอบการผลิตถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งคือ ถุงผ้าพลาสติกและถุงพลาสติกชนิดหนา ตามลำดับ โดยความต้องการของถุงพลาสติกชนิดหนาเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ยังไม่คุ้นชินกับการพกถุงผ้าในช่วงแรกโดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมากเช่นเดียวกับถุงสปันบอนด์ แต่ข้อจำกัดในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังเป็นข้อถกเถียงในเรื่องการย่อยสลายเป็นไมโครพลาสติกได้ทำให้ถุงสปันบอนด์อาจมีโอกาสทางธุรกิจเพียงชั่วคราว ในขณะที่ถุงผ้าพลาสติกนั้นคาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างมากจากราคาที่ไม่สูงมาก และยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวขึ้นจากความต้องการในระยะที่ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมการพกถุงได้
สำหรับตลาดถุงผ้าและถุงกระดาษนั้นมองว่า น่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่อยู่นอกอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกมากกว่า แม้ว่าตลาดของทั้งถุงผ้าและถุงกระดาษจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากการงดใช้ถุงพลาสติกดังกล่าวก็ตาม แต่ทั้งปัจจัยเรื่องความคงทนของถุงผ้าที่ทำให้อัตราซื้อซ้ำต่ำ และข้อจำกัดด้านความคงทนของถุงกระดาษจึงทำให้ในระยะถัดไปอัตราการเติบโตจะค่อยๆ ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีที่เริ่มงดใช้
ดังนั้น ในระยะข้างหน้า เมื่อผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้มากขึ้นย่อมเป็นผลให้การขยายตัวของถุงพลาสติกชนิดหนาชะลอตัวและทดแทนด้วยถุงผ้าพลาสติกและถุงผ้าที่ผู้บริโภคได้เริ่มซื้อไว้ตั้งแต่เริ่มการรณรงค์ในระยะแรก ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยสรุป แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งจากปัจจัยกดดันด้านต่างๆ อย่างแผนหรือมาตราการทางกฏหมาย รวมไปถึงกระแสเทรนด์ใหม่ของสังคม มีดังนี้
ผู้ประกอบการบางรายอาจพิจารณาในการปรับชนิดสินค้าไปผลิตถุงพลาสติกประเภทอื่นๆ ที่ยังมีความต้องการและสามารถใช้เครื่องจักรเดิมได้ เช่น การผลิตถุงขยะ หรือถุงร้อน เป็นต้น
การปรับแนวทางการดำเนิธุรกิจโดยหันไปผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาดว่าเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต เช่น ถุงผ้าพลาสติก ถุงกระดาษ หรือถุงผ้า เป็นต้น
ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมอาจจะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อปรับปรุงคุณภาพของถุงให้มีคุณภาพสูงขึ้นและตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศอาทิ ประเทศออสเตรเลียที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าราคา
การปรับแนวทางการผลิตไปยังผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นที่มีความคงทน มีอายุการใช้งานยาวนาน เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณสำนักงาน เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน องค์ความรู้จากการร่วมทุนกับต่างบริษัทชาติ อาจจะปรับขอบข่ายการผลิตไปยังสินค้าที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
อนึ่ง การศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์การงดใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไปยังมีความสำคัญ ทั้งนี้ ทิศทางการลดใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกนั้นยังขยายไปยังผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ในระยะข้างหน้าอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ที่แบ่งเป็น 2 เป้าหมายย่อย ดังนี้ เป้าหมายแรก การลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย เช่น พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) กล่องโฟมบรรจุอาหาร และหลอดพลาสติก ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป้าหมายที่สอง ภายในปี 2570 ได้กำหนดเป้าหมายให้นำขยะพลาสติกเป้าหมายอย่าง ขยะผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติก กลับมาใช้ประโยชน์ทั้งหมด 100% ซึ่งรวมไปถึงการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเตรียมการล่วงหน้าโดยการศึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากวัสดุในท้องถิ่น เช่น หลอดกระดาษ หลอดไม้ไผ่ หรือ กล่องบรรจุอาหารจากชานอ้อย นั้นอาจเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ
กล่าวโดยสรุป จากการรณรงค์งดใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติกนั้นได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญและคาดว่าในระยะยาวจะมีการใช้งานไม่มากนัก โดยปัจจัยที่สำคัญต่อระยะเวลาที่ใช้ในการลดปริมาณถุงพลาสติกประเภทดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับกฏหมายและมาตรการที่บังคับใช้ ทั้งนี้ แม้ว่าการดำเนินการเบื้องต้นประเมินได้ว่าจะเป็นแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับพบว่าในอีกมุมหนึ่งได้ส่งผลกระต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตอย่างมีนัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการบางรายอาจไม่สามารถรับมือได้ อย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกันกลับเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับสินค้าทดแทนที่มีคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าในระยะยาวโอกาสทางธุรกิจอาจจะเริ่มลดลงเป็นลำดับเมื่อผู้บริโภคเริ่มปรับพฤติกรรมมาพกถุงเป็นปกติ
ในภาพเดียวกันนี้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าต่อไปในอนาคตไม่เพียงแต่สินค้าอย่างถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งเท่านั้นที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทาน แต่สินค้าประเภทอื่นอย่าง หลอด แก้วพลาสติก หรือกล่องโฟมบรรจุอาหารนั้นก็กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่อยู่ในแผนฯ หรือสินค้าที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ต้องตื่นตัวเพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและพิจารณาแผนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย