“สมคิด”ขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืนรับมือเศรษฐกิจโลกถดถอย ขจัดความยากจน-ลดเหลื่อมล้ำในสังคม
“สมคิด”เผยประชารัฐสร้างไทยเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ปูพื้นฐานให้แข็งแกร่งยั่งยืน ยกระดับ สร้างภูมิคุ้มกันชุมชน สร้างคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น แก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ด้านแบงก์รัฐพร้อมหนุนสินเชื่อยกระดับชุมชน ขณะที่กระทรวงพลังงานส่งเสริมนำพืชเศรษฐกิจ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย แปลงเป็นพลังงาน หนุนโรงไฟฟ้าชุมชน “ออมสิน”อัดเงินกู้ดอกต่ำ1.5แสนล้านหนุนรายย่อย
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการประชุมรวมพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน“ประชารัฐสร้างไทย” โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และมอบนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง บรรยายพิเศษแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากผู้บริหารส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ห้องจูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษต กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง หวังใช้โอกาสในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ชุมชน ตลาดประชารัฐ การท่องเที่ยวขุมชนเข้มแข็ง นำธนาคารรัฐมาช่วยเหลือทั้งความรู้และการเติมทุน เพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและพัฒนาครอบคลุมทุกด้าน
โดยวันนี้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน เมื่อเสียบปลั๊กร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ประเทศมีประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ชีวิตขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ หากยิ่งด้อยในวิทยาการ ต้องรอธรรมชาติอย่างเดียว หากมีปัญหาแห้งแล้ง ตลาดโลกมีปัญหา เทคโนโลยีด้อยพัฒนา ต้องขายที่ดิน กู้เงินนอกระบบ วนเวียนซ้ำเดิม จีดีพีเติบโตลงไปไม่ถึงฐานราก ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ จึงต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง มุ่งลดการสร้างความแตกแยก คนรวย รวยมากขึ้น คนจนจนซ้ำซากเป็นวลีทางการเมืองที่กล่าวอ้างบ่อยครั้ง หากนำเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมาเป็นเรื่องใหญ่ จึงมุ่งแก้ปัญหาความยากจนให้คืบหน้าอย่างรวดเร็ว
“ไทยต้องไม่นอนอยู่ในห้อง ICU ต้องลุกขึ้นมาด้วยการปฏิรูปตนเอง ขณะที่สิงคโปร์ดีไซน์ความคิดอย่างเป็นระบบ มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย แต่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อไทยกว้างใหญ่กว่าสิงคโปร์ควรร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประชารัฐสร้างไทย จึงต้องร่วมกันยกระดับภาคเกษตร หากเศรษฐกิจดีสังคมจะดีตามไปด้วย เมื่อชุมชนแข็งแรงทุกอย่างจะดีขึ้น นำสมาทฟาร์มเมอร์ เป็นผู้นำในชุมชนภายใน 3 ปี ต้องพัฒนาให้ได้ 3 แสนรายทั่วประเทศ สร้างตลาดออนไลน์ ดึงมหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยเหลือ จะกลายเป็นหมู่บ้านทันสมัย กลายเป็นสมาทเนชั่น เมื่อต่างประเทศเข้ามาลงทุนจะเชื่อมโยงได้ถูกทาง”
นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวมอบนโยบายในที่ประชุมว่า กระทรวงคลัง พร้อมดึงพันธมิตรเครือข่ายทุกหน่วยงานมาร่วมลงทุน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน มุ่งพัฒนาไปสู่ตลาดออนไลน์ยุคใหม่ การสร้างศูนย์กระจายสินค้าในชุมชน นำที่ราชพัสดุเหมาะสม เปิดตลาดประชารัฐให้พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าชุมชนมาจำหน่าย นำธนาคารรัฐมาช่วยเติมทุนให้ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้กระทรวงการคลังกำลังพัฒนาระบบบิ๊กดาต้าเพื่อบูรณาการข้อมูลนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกตัวอย่าง ข้อมูลผู้ลงทะเบียนคนจนกว่า 14 ล้านคน จะทำให้เรารู้ข้อมูลด้านการใช้จ่ายทั้งจุดใช้จ่าย สินค้าที่ซื้อ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างวิสาหกิจชุมชน การสร้างตลาดการค้าชุมชนและการสร้างอำนาจการต่อรองในการซื้อสินค้าต่างๆ อีกทั้งทำให้เรารู้ข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอาชีพอย่างเหมาะสมและยั่งยืน
ทั้งนี้จากข้อมูลของเวิลด์แบงก์ที่สำรวจฐานรากพบว่า 40%ของผู้ถูกสำรวจระบุว่า ความเป็นอยู่โดยรวมไม่ดีขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังมี นี่คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญ ฉะนั้น เราต้องเลือกโมเดลการพัฒนาที่เป็นโมเดลใหม่ๆ คือ เน้นลงทุนไปที่ชุมชน เพื่อสร้างให้คนระดับฐานรากอยู่ดีกินดี ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการเติบโตของจีดีพีประเทศ
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน จะใช้พลังงานเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากความต้องการพลังงานของชุมชนจำนวนมาก ทั้งแก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า น้ำมันในการเดินทาง จึงต้องพลิกฟื้นให้เข้ามีโอกาสเป็นผู้ผลิตโรงไฟฟ้าชุมชน โดยใช้วัตถุดิบในชุมชนมาใช้ผลิต เพื่อแปลงวัตถุดิบมาใช้เป็นสิ่งมีคุณค่า เพื่อใช้เป็นพลังงานชุมชนสำหรับการขนส่ง อย่างเช่น นำปาล์มน้ำมันคุณภาพ กระทรวงพลังงานเตรียมปรับขยับน้ำมันบี 7 เพิ่มเป็นบี 10 เริ่ม 1 ต.ค.นี้ จากนั้นแพร่กระจายทั้งประเทศในเดือนม.ค.63 ดูดซับปาล์มจากระบบได้ 4 แสนตัน ทำให้มันสำปะหลัง อ้อย ถูกนำมาพัฒนาเป็นพลังงานทดแทนผสมเป็นแก๊สโซฮอลล์ เตรียมใช้ปั๊ม ปตท.เป็นตลาดเชื่อมโยงสินค้า หลังได้ทดลองนำร่องตลาดไทยเด็ดไปแล้วหลายแห่ง และขยายไปยังปั๊มบางจาก เป็นช่องทางสร้างตลาดชุมชน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานที่ประชุม ว่า ธ.ก.ส. พร้อมนำนโยบายชุมชนอุดมสุข มาพัฒนาชุมชน กำหนดเป้าหมายในการดูแลเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการสร้างรายได้สุทธิให้คนในชุมชนระดับฐานรากเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% รวมถึงต้องมีอัตราการออมเงินไม่น้อยกว่า 10% ของรายได้รวม พร้อมทั้งมีการจัดการเพิ่มมูลค่าผลผลิตหลักทางการเกษตรไม่น้อยกว่า 20% ของปริมาณผลผลิตรวม และมีองค์กรการเงินชุมชนที่ได้มาตรฐานภายในชุมชน
ขณะที่มาตรการสินเชื่อจะเน้นให้กับผู้ประกอบการเกษตร ประกอบด้วย สินเชื่อสมาร์ฟาร์มเมอร์สร้างไทย อัตราดอกเบี้ย MRR ซึ่งมีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อให้ได้ 10,000 ล้านบาทในปี 2562 ใหักับผู้ประกอบการ 1 แสนราย ส่วนในปี 2563 ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 20,000 ล้านบาทให้ผู้ประกอบการจำนวน 200,000 ราย และในปี 2564 มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการ 300,000 ราย
ส่วนสินเชื่อ SMAEs สร้างไทย ส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตร อัตราดอกเบี้ย 4% มีเป้าหมายในปี 2562 จะปล่อยสินเชิ่อ 10,000 ล้านบาท จำนวน 10,000 ราย ส่วนปี 2563 ปล่อยสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท จำนวน 20,000 ราย และปี 2564 ปล่อยสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท จำนวน 30,000 ราย สินเชื่อวิสาหกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย 0.01% มีเป้าหมายปีนี้ปล่อยสินเชื่อได้ 10,000 ล้านบาท จากจำนวนวิสาหกิจ 10,000 กลุ่ม ขณะที่ปี 2563 จะปล่อยสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ให้กับ 20,000 กลุ่มวิสาหกิจ และในปี 2564 จะปล่อยสินเชื่อ 40,000 ล้านบาท กับวิสาหกิจ 40,000 กลุ่ม
สำหรับสินเชื่อสหกรณ์การเกษตรสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย 0.01% มีเป้าหมายปีนี้ ปล่อยสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 แห่ง ส่วนปี 2563 จะปล่อยสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ให้จำนวน 1,200 แห่ง และปี 2564 จะปล่อยสินเชิ่อ 30,000 ล้านบาท จำนวน 1,500 แห่ง อีกทั้ง ธ.ก.ส.ยังสนับสนุนเกษตรกรปลูกป่าต้นน้ำ 11 จังหวัดภาคเหนือ วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย พื้นที่ 500,000 ไร่ ด้วยการให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 1-3 ปีอีก คิด MRR-3 เพื่อนำเงินไปปลูกป่าในพื้นที่ที่กำหนด โดยมีระยะเวลากู้ไม่เกิน 15 ปี
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ได้เตรียมสินเชื่อสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยต่ำ กลุ่มเป้าหมาย 2 ล้านราย โดยเตรียมวงเงินไว้ 1.5 แสนล้านบาท เฉลี่ยปล่อยสินเชื่อรายละ 75,000 บาท เช่น สินเชื่อหาบเร่แผงรอบ 4.0 เงื่อนไขผ่อนปรน เป้าหมาย 1 แสนราย ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท สินเชื่อสถาบันการเงินประชาชนปล่อยกู้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท สินเชื่อ street food ปล่อยกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมทั้งยังมีสินเชื่อแรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและสร้างอาชีพเสริม สินเชื่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปล่อยกู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ธนาคารได้เข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งผ่านการพัฒนาระบบการเงินที่เชื่อมโยงกลุ่มคนฐานรากไปจนถึงผู้ประกอบการทั่วไปเพื่อนำไปฐานข้อมูลที่จะส่งผ่านให้รัฐบาลนำไปบูรณาการนโยบายในการดูแลเศรษฐกิจได้
โดยขณะนี้ธนาคารได้เชื่อมโยงระบบการเงินผ่านบัตรคนจนกว่า 14.6 ล้านคน และจะเขื่อมโยงกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการชิมช้อปใข้อีก 10 ล้านคนเชื่อมผ่านลูกค้าโมบายแบงก์กิ้งอีก 7 ล้านราย ร้านค้าธงฟ้า 8.5 หมื่นราย และจะขยายไปสู่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการชิมช้อปใช้อีก โดยเมื่อรวมกับร้านธงฟ้าแล้วจะมีร้านค้าที่เชื่อมโยงระบบการเงินกับธนาคารถึง 1.5 แสนราย
โดยระบบบิ้กดาต้าดังกล่าวจะทำให้เราเห็นข้อมูลที่จะจัดสรรทรัพยากรและเชื่อมโยงตั้งแต่ฐานรากถึงผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆตั้งแต่เอสเอ็มอี และโลจิส ติกส์ที่จะทำให้ภาครัฐสามารถบูรณาการนโยบายการดูแลได้ทั้งระบบ ทำให้ฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็ง