เงินบาทสัปดาห์หน้า 34.50-35.20 จับตาเงินเฟ้อมะกัน-ผลประชุม ECB

เศรษฐกิจ12 มี.ค. 2566 • 12:49 น.
เงินบาทสัปดาห์หน้า 34.50-35.20 จับตาเงินเฟ้อมะกัน-ผลประชุม ECB

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมากลับมาอ่อนค่าท่ามกลางสัญญาณพร้อมคุมเข้มต่อเนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ ก่อนจะกลับมาอ่อนค่าลงตามทิศทางสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ จากสุนทรพจน์ของประธานเฟด ซึ่งสะท้อนว่า เฟดจะยังคงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยเฉพาะหากข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐ ยังคงมีสัญญาณดีต่อเนื่อง

สำหรับตลาดการเงินทยอยกลับมาประเมินโอกาสที่เฟดจะกลับมาเร่งขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุม FOMC เดือน มี.ค.นี้อีกครั้ง ขณะที่มีความไปได้มากขึ้นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ ที่สะท้อนจาก dot plot ใหม่ของเฟดจะสูงขึ้นกว่าที่เคยให้ไว้เดิม อย่างไรก็ดีแรงขายเงินบาทชะลอลงบางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ หลังตลาดปรับตัวรับสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินจากประธานเฟดไปมากแล้ว ขณะที่เงินดอลลาร์ ยังคงรอปัจจัยใหม่มากระตุ้น โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร และตัวเลขตลาดแรงงานอื่นๆ ในเดือน ก.พ.ของสหรัฐ

โดยในวันศุกร์ที่ 10 มี.ค.66 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.03 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับ 34.70 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 มี.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 6-10 มี.ค.นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 10,381 ล้านบาท แต่มีสถานะเป็น Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทยติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สองที่ 9,157 ล้านบาท (ซื้อสุทธิ 10,147 ล้านบาท ขณะที่มีตราสารหนี้หมดอายุ 990 ล้านบาท)

ขณะที่สัปดาห์ถัดไป (13-17 มี.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 34.50-35.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทิศทางเงินลงทุนของต่างชาติและสกุลเงินเอเชีย

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้ผลิต และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือน ก.พ. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ดัชนีความเชื่อมั่นและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์จากมุมมองผู้บริโภค ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน มี.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ.ของยูโรโซน และข้อมูลเศรษฐกิจจีน อาทิ ยอดค้าปลีก และการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค.-ก.พ.เช่นกัน