ฉายภาพบทสรุปเศรษฐกิจไทยปี 65 แข็งแรงจริงหรือ!?! สารพัดโครงการรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นแลกกับหนี้ประเทศ 

เศรษฐกิจ30 ธ.ค. 2565 • 23:00 น.
ฉายภาพบทสรุปเศรษฐกิจไทยปี 65 แข็งแรงจริงหรือ!?! สารพัดโครงการรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นแลกกับหนี้ประเทศ 

ใกล้ผ่านพ้นไปกับปี 2565 ซึ่งนับว่าเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศแทบจะหยุดชะงักไปกว่า 2 ปี  

ทั้งนี้ในมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่ง “นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า แต่โดยรวมเศรษฐกิจไทยก็ยังฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยในไตรมาส 3/2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึง 4.5% หลัก ๆ เป็นผลมาจากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้น 

“การท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวขึ้นค่อนข้างชัดเจน ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย แตะ 10 ล้านคน เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคิดเป็น 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 แม้ว่าตัวเลข 10 ล้านคน จะยังไม่ถือว่าเยอะมาก แต่ก็มีแง่ดีคือ นักท่องเที่ยวสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้มากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจก็เริ่มจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้นหลังโควิด-19 เช่นกัน” 

นอกเหนือจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าแล้ว ยังมั่นใจว่านักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากที่ขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เข้าลงทุนในภาพรวมและพื้นที่อีอีซี ที่แม้ว่าจะมีการชะลอตัวไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิด-19 ในส่วนนี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในปีหน้า 

สอดรับกับ “นายพรชัย ฐีระเวช” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.4 ต่อปี เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คลี่คลายลง และการผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ โดยยกเลิกการลงทะเบียน Thailand Pass สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นมา ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 จำนวน 5.7 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 6,477 ต่อปี และคาดว่าตลอดทั้งปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 10.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 8.0 ล้านคน ส่งผลให้รายได้ของแรงงานและภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวสูงขึ้น นอกจากนี้รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ซึ่งเป็นฐานการบริโภคภาคเอกชนที่สำคัญ ในช่วง 9 เดือนแรกขยายตัวในระดับสูงถึงร้อยละ 7.4 ต่อปี ประกอบกับรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศหลายมาตรการ อาทิ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ และ โครงการคนละครึ่ง ซึ่งได้มีส่วนในการสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมทั้งเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 7.9 ต่อปี 

ซึ่งเป็นมุมมองของผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ที่มั่นใจกับการฟื้นตัว!!! 

ขณะที่ด้านของนักวิชาการที่วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ปี 2565 ในภาพรวมของ “นายธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4 ฟื้นตัวแล้ว จากปัจจัยเสี่ยงที่คลี่คลายไปทั้งสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนเริ่มคลายกังวลเป็นสถานการณ์ที่เริ่มควบคุมได้ รวมทั้งให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น อีกทั้งไทยมีการเปิดประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เริ่มเดินทางท่องเที่ยว และราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวแม้จะอยู่ในระดับสูง เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรง ส่วนราคาดีเซลรัฐบาลยังคงตรึงราคาไว้ 35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยในเรื่องของโลจิสติกส์ และการผลิต ทำให้ประชาชนสามารถรับได้ 

สำหรับเงินค่าบาทที่อ่อนค่าแตะ 38 บาทต่อดอลลาร์ไม่ได้ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเสียหายมาก และไม่กระทบต่อเงินเฟ้อให้รุนแรง ในทางกลับกันส่งผลดีต่อการส่งออก ที่ปีนี้คาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัว 7- 8 % ซึ่งจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจของไทยที่สำคัญ อีกทั้งยังหนุนให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก ประกอบกับการเป็นเจ้าภาพเอเปคมีผู้เข้าร่วมประชุม สื่อมวลชน เดินทางมามากเช่นกัน ทำให้ช่วยเป็นแรงผลักดันภาพลักษณ์ของประเทศทำให้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยเดือนละ 1- 2 ล้านคน ซึ่งจะหนุนนำให้ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวจำนวน 10 ล้านคน 

เช่นเดียวกับ “นายนณริฏ พิศลยบุตร” นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ฉายภาพว่า ปี 2565 ช่วงแรกประเทศไทยจะเหมือนคนเพิ่งหายป่วย อาจจะไม่ได้สดใส แต่เริ่มเห็นทางออก พอมีความหวังมากขึ้น และยังต้องการมาตรการกระตุ้นจากทางภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในปี 2565 ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ของโควิด-19 จากเดิมที่ไม่มั่นใจว่าจะเป็นโรคที่หายไปเลย แต่ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดว่า มีโอกาสที่โรคนี้จะกลับมาแพร่ระบาดเรื่อยๆ แต่ไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรกที่มีการระบาด การเสียชีวิตอาจจะมีบ้างแต่จะไม่รุนแรง เชื่อว่าจะได้เห็นการแพร่ระบาดลักษณะดังกล่าวในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ถ้าเป็นประเทศไทยหวังว่าจะสามารถปรับตัวอยู่กับโควิด-19 ได้ในช่วงกลางปี 2565 แต่การมาของโอไมครอนก็ทำให้การปรับตัวอาจล่าช้าออกไป 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือ หากประชาชนยังมีความกลัวต่อโควิด-19 อยู่ ยิ่งส่งผลให้การปรับตัวอยู่กับโควิด-19 เป็นไปได้ยากมากขึ้น อีกทั้งจะยิ่งเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถวางแผนเปลี่ยนแปลงเรื่องการฟื้นฟู ก็มีสิทธิ์สูงที่เศรษฐกิจไทยจะตกขบวนการเดินหน้าของเศรษฐกิจโลกได้ 

เป็นไปได้ว่าในมุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจประเทศจะเชื่อว่า “เศรษฐกิจไทย” ดีขึ้น!!! 

แต่เห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ก็แลกกับหนี้ภาพรวมของประเทศ!!! 

เหมือนกับที่ว่า “ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง”