ได้แล้ว! “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือ “เศรษฐกิจ” หมดเวลาแต่งตัว
และแล้ววันนี้ก็มาถึง! วันที่อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร" เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในรอบกว่า 17 ปี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีความผิดต่าง ๆในช่วงที่ผ่านมา และการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาลงมติเลือก “นายกรัฐมนตรี” เป็นการประชุมเลือกนายกฯรอบที่สาม โดยพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ "นายเศรษฐา ทวีสิน" เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย
ซึ่งในช่วงการโหวตสามารถผ่านด่านส.ว. และ พรรคร่วมรัฐบาล ที่เทคะแนนเสียงให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อย!!!
หลังจากนี้อีกไม่นานเกินรอจะได้เห็นหน้าตาคณะรัฐมนตรี “เศรษฐา1” ว่าเป็นอย่างไร???
โดยเฉพาะ “รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ” จะมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหรือไม่ เปิดรายชื่อมาแล้ว ไม่ร้องยี้ เรียกความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน นักลงทุน และภาคประชาชนได้
แต่ที่แน่ๆ หลังจากที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรี กระแสการตอบรับของการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นมาอย่างแรงทะลุกว่า 20 จุด หลังจากในช่วงก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยแทบจะหงอยเหงา ไม่มีนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ กล้าที่จะลงทุน เพราะไม่มีความชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจประเทศ
โดยในมุมมองของภาคเอกชน กับการที่ประเทศไทยได้ “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี นั้น
“นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป็นทางเลือกที่ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทย เลือกตั้งเสร็จมา 3 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้นายกรัฐมนตรี ทั้งที่สถานการณ์เศรษฐกิจของไทย มีปัญหารุมเร้าต้องแก้ไขเป็นจำนวนมาก ทั้งปัญหาส่งออก ที่ติดลบต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าไฟ น้ำมัน ปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น
“นายชัยชาญ เจริญสุข” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มีความเห็นว่า ภาคเอกชน รอดู 3 เรื่องหลังจากนี้ คือ 1.การเร่งจัดตั้งรัฐบาล อย่ารอนานกว่านี้ 2.ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงอีกแล้ว และ3.อยากให้เร่งทำงานโดยเร็ว เพราะขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้ามาก ทั้งภาคการส่งออกปีนี้ที่ลดลงมาก ภัยแล้งเริ่มรุนแรงขึ้น ต้นทุนผลิตอยู่ในระดับสูง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งปัญหาสำคัญเหล่านี้ รอรัฐบาลอยู่ ขอให้เร่งรีบการแก้ไข โดยนายกฯคนใหม่ และครม.ชุดใหม่ จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับการทำงาน และนโยบายต่างๆ ที่จะออกมา แต่อยากให้เห็นแก่ประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ หากการทำงานของรัฐบาลใหม่ ตอบโจทย์ 3 ข้อนี้ได้ ก็น่าจะนำพาประเทศชาติไปได้
เช่นเดียวกับ “นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีนั้น ขอย้ำว่ารัฐมนตรีที่อยากได้ โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ ขอให้เป็นคนที่มีความทันสมัย มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยกำหนดทิศทางของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ แข่งขันกับต่างชาติได้ อยากเห็นรัฐบาลและรัฐมนตรีสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน รวมถึงเกษตรกร รับฟังและนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ไปปรับในมาตรการของรัฐบาล ตอบโจทย์ความต้องการหรือปัญหาของผู้ประกอบการจริงๆ
“ขอเป็นคนทันสมัย ทำงานรวดเร็ว ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าภาคราชการ ภาคเอกชน ได้เป็นอย่างดี ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”
ขณะที่ “นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ภาพรวมดีขึ้น ต้องการให้จัดตั้งเร็วที่สุด ส่วนเรื่องนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือช่วยลดภาระประชาชนที่พรรคเพื่อไทยทยอยปล่อยออกมานั้นยังต้องดูรายละเอียดว่าตรงกับผู้ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยเท่าใด ต้องหาวิธีให้รายที่มีโอกาสน้อยสามารถได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือมากขึ้น รวมถึงที่มาของเงิน ไม่ควรมีผลกระทบกับภาคธุรกิจที่กำลังพยายามฟื้นตัวในขณะนี้ ประเมินว่านโยบายที่ออกมา แม้บอกว่าทำทันทีแต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน ผลจะเกิดในปี 2567 มากกว่า ทำให้ปี 2566 ช่วงเดือนที่เหลือนี้เราต้องรักษาฐานการส่งออก สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเข้าช่วงฤดูการท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่นแล้ว ส่วนที่เหลือภาคเอกชนพร้อมช่วยผลักดันอย่างเต็มที่
ส่วน “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่วันนี้การเลือกนายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการสำเร็จจนเป็นที่เรียบร้อย เป็นไปตามความต้องการของหลายฝ่ายที่ต้องการให้ประเทศไทยมีรัฐบาลชุดใหม่เร็วที่สุด เพื่อเข้าสู่โหมดการเดินหน้าเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยหลังจากนี้คงเป็นไปตามกระบวนการทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการฟอร์ม ครม.ชุดใหม่ ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีบุคคลใดมาประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี โดยภาคเอกชนหวังว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งต่างๆจะมีการพิจารณาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นผู้เชี่ยวชาญและเหมาะสมในแต่ละด้านอย่างแท้จริง
สำหรับประเด็นข้อเร่งด่วนที่หอการค้าฯ ต้องการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่เพื่อให้เร่งดำเนินการทันทีในช่วง 100 วันแรก ของการรับตำแหน่ง ได้แก่ 1. การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนภาคเอกชนทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ที่ยังอยู่ในระดับสูงและปัญหาที่กระทบต่อการแข่งขันและการส่งออกของไทย รวมทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ 2. เร่งเสริมความโดดเด่นภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายและถือเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกเรื่องการทำวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจีนให้รวดเร็ว และการเพิ่มเที่ยวบินรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น และ 3. เร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างท่ออยู่ และจัดทำงบประมาณรายจ่าย 2567 ให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนเร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน และเป็นผลดีต่อตัวเลขการส่งออกในอนาคต
นายกรัฐมนตรี “นายเศรษฐา ทวีสิน” หลังจากนี้หมดเวลาแต่งตัว! มีงานอีกมากให้รอพิสูจน์ฝีมือ!!!