เพลิงพิโรธ “บ่อนไก่-สำเพ็ง” บทเรียนราคาแพง เร่งแก้ปัญหาต้นเหตุ “สายไฟ” จับมุดลงดิน เตือนอย่าเป็นสุภาษิตไทย “วัวหาย ล้อมคอก”

เศรษฐกิจ1 ก.ค. 2565 • 23:15 น.
เพลิงพิโรธ “บ่อนไก่-สำเพ็ง” บทเรียนราคาแพง เร่งแก้ปัญหาต้นเหตุ “สายไฟ” จับมุดลงดิน เตือนอย่าเป็นสุภาษิตไทย “วัวหาย ล้อมคอก”

คำสุภาษิตไทยที่ว่า “โจรปล้น 10 ครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว” ถือว่าเป็นคำสุภาษิตที่ยังใช้ได้อยู่ในทุกวันนี้ เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ถึง 2 ครั้ง กลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้แก่ทั้งชีวิต และทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก           

ทั้งนี้ทำให้ต้องเร่งถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ไฟไหม้ทั้ง 2 ครั้ง ทั้งเหตุไฟไหม้ชุมชนบ่อนไก่ และสำเพ็ง!!!           

และผลจากการถอดบทเรียนพบว่า “บ่อนไก่” ต้นเพลิงมาจากไฟฟ้าชอร์ต และพบปัญหาบ้านเรือนอยู่ติดกัน โครงสร้างไม้ติดไฟง่าย น้ำประปามีแรงดันน้อย การปฏิบัติงานมีหลายหน่วยงาน ทำให้การบริหารจัดการพื้นที่ทำได้ไม่ดี ส่วน “สำเพ็ง” ต้นเพลิง คือ หม้อแปลงที่มีควัน สายสื่อสารติดไฟ และ ตัวอาคารมีเชื้อเพลิง ทำให้ไฟลุกลามเร็วขึ้น เบื้องต้นได้ประสาน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สำรวจหม้อแปลงทั้งหมด 400 กว่าลูกเฉพาะ จุดเสี่ยงในกรุงเทพฯ ชั้นใน และขอให้ประชาชนแจ้งเข้ามาที่มากทม.

ซึ่งหากวิเคราะห์ต้นเหตุที่แท้จริง ทั้ง 2 ครั้ง เกิดจาก “ระบบไฟฟ้า” ที่ต้นเหตุมาจากบ้านประชาชน และอุปกรณ์ของการไฟฟ้าที่มีปัญหา อีกทั้งยังมีเรื่องของระบบสายต่าง ๆ ที่อยู่บนเสาไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก เป็นฉนวนในการเผาไหม้ได้เป็นอย่างดี           

เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขโดนด่วน!!           

ล่าสุด “นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) บอกว่า วันที่ 4 ก.ค. นี้ ตนเองและบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที นัดหารือกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เรื่องการบริหารจัดการท่อร้อยสายสื่อสารลงใต้ดิน ที่เป็นปัญหาค้างคามานาน ซึ่งก่อนหน้านี้ กทม.ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ดำเนินโครงการสร้างท่อร้อยสายใหม่ เพื่อนำสายสื่อสารลงใต้ดิน แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการลงทุนสูง จากที่ทราบเบื้องต้นต้องใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้ค่าเช่าราคาแพง           

ดังนั้นเพื่อเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลผลักดันมาตลอด ปีนี้มอบให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งสายที่มีปัญหาส่วนใหญ่ คือสายสื่อสารหรือสายอินเทอร์เน็ตและมีสายไฟเก่าตกค้างด้วย โดยสายสื่อสารมีผู้ให้บริการจำนวนมาก ปีนี้มี 39 จุด ที่จะดำเนินการ ทั้งนี้หากประชาชนมีปัญหาในจุดใด ขอให้แจ้งมาที่กระทรวงดีอีเอส หรือ กสทช. แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากจะจัดระเบียบสายไฟลงใต้ดินให้เสร็จทั้งหมดทุกจุดต้องใช้เวลาหลายปี เพราะมีทั้งเรื่องของงบประมาณ และบุคลากรที่ต้องเข้าไปดำเนินการ ซึ่งมีการดำเนินการในถนนเส้นหลักก่อน คือ ถนนสุขุมวิทและในเขตพระนคร ซึ่งถ้าจะให้สายไฟลงใต้ดินทั้ง กทม. ต้องใช้งบถึง 20,000 ล้านบาท และจะต้องเก็บค่าใช้จ่ายจากบริษัทเอกชน ซึ่งจะเป็นการผลักภาระให้กับผู้ให้บริการ และคงจ่ายไม่ไหวทำให้โครงการไม่เดินหน้า ทั้งนี้เรื่องนี้ตนเองจะลงไปแก้ปัญหา โดยจะหางบประมาณ หรือให้ กสทช. เข้ามาช่วย โดยจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะถ้าจะไปรื้อสายสื่อสาร จะทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีก แต่เรื่องนี้ต้องทำให้เร็วที่สุด และวางแผนให้ดี           

ขณะที่ “นายวิลาส  เฉลยสัตย์” ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)กล่าวว่า กฟน. ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ขณะนี้ต้องรอผลการพิสูจน์ให้เสร็จสิ้น แต่เรื่องมาตรการรับผิดชอบนั้นมีอยู่แล้ว ทั้งในส่วนทรัพย์สินที่เสียหายและผู้เสียชีวิต ส่วนหม้อแปลงนั้นมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 25 ปี โดยลูกนี้ใช้มาแล้วประมาณ 20 ปี มีการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน โดยได้ตรวจสอบล่าสุดเมื่อกลางปีที่แล้ว ซึ่งปกติทำการตรวจสอบปีต่อปี เบื้องต้นยังไม่สามารถชี้ชัดถึงสาเหตุที่เกิดปัญหาได้ แต่จากสภาพแวดล้อม เห็นว่ามีควันขึ้นและมีไฟไหม้ ต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียดก่อน           

ส่วนเรื่องที่มีข้อมูลว่าเจ้าของอาคารจะฟ้องร้อง กฟน. เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาทนั้น ก็เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย อย่างไรก็ตามอยากให้มีการพูดคุยกันก่อน จากนี้ผู้เสียหายอาจสามารถติดต่อที่สำนักงานเขตท้องที่ได้ ปกติแล้วหม้อแปลงไฟฟ้าลักษณะนี้มีจำนวนประมาณ 400 ลูกทั่วกรุงเทพฯ และจะมีการปรับแผนการบำรุงรักษา ติดอุปกรณ์เตือนเหตุ รวมถึงประสานกับทางกรุงเทพมหานคร และประสานในเรื่องสายสื่อสารเช่นกัน           

จากการตรวจสอบต้นตอของเหตุไฟไหม้ล่าสุด พบว่า มีที่มาจากหม้อแปลงซึ่งมีอายุการใช้งานนานกว่า 20 ปี และมีส่วนชำรุด จนเกิดการระเบิดด้านนอก ประกอบกับบริเวณใกล้เคียงหม้อแปลงมีสายสื่อสารจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว           

หันมาเตรียมตัวเองหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเรา โดย “ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ธำรง” อาจารย์พิเศษคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัท กรีนเนอร์ยี่ไทยแลนด์ จำกัด ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงวิธีการเอาตัวรอดจากเหตุหม้อแปลงระเบิดไว้ 10 ข้อ ดังนี้ 1. สายสื่อสารรก ๆ หาทางเอาออกให้ได้ สายพวกนี้ติดไฟได้ และเป็นตัวทำให้ไฟที่ไหม้ลามเข้าอาคารและลามไปบริเวณใกล้เคียงได้ ,2. อย่าซื้อตึกแถวที่มีหม้อแปลงอยู่หน้าบ้าน หรือข้าง ๆ บ้านในระยะประชิด ,3. ถ้าซื้อมาแล้ว ให้ใช้หน้าต่างที่ไม่ติดไฟ ทนไฟ และปิดหน้าต่าง อย่าเปิด ,4. ห้องที่อยู่ใกล้หม้อแปลง อย่าให้มีผ้าม่าน หรือวัสดุที่ติดไฟได้อยู่ใกล้หน้าต่าง,5. เตรียมถังดับเพลิงเอาไว้มาก ๆ ,6. อย่าจอดรถใต้หม้อแปลง,7. อย่าค้าขายใต้หม้อแปลง ,8. ถ้าเห็นหม้อแปลงควันขึ้น ให้รีบถอยห่าง แล้วตะโกน บอกทุกคนให้รีบหนีออกมา ,9. หาซื้อปืน Thermo Gun มายิงวัดอุณหภูมิบ่อยๆ ถ้าเกิน 100 องศาเซลเซียสให้เตรียมตัวไว้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาแก้ไขโดยด่วน และ10. จำไว้เสมอว่า หม้อแปลงทุกลูกระเบิดได้เสมอ อย่าไปอยู่ใกล้ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นเด็ดขาด           

นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ไข! อย่าต้องให้กลายเป็นสุภาษิตไทยที่ว่า “วัวหาย ล้อมคอก”