ลุ้นหายใจรดต้นคอ “รัฐบาลลุงตู่” แก้วิกฤติเศรษฐกิจกับเวลาที่เหลือน้อยนิด!
จากปัญหาความตึงเครียดระหว่างรัสเซียยูเครน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้หลายคนมองว่าความตึงเครียดดังกล่าวยังมีทางออก และท้ายที่สุดอาจไปจบลงที่โต๊ะเจรจา ส่งผลให้ไม่เกิดสงครามรุนแรงในระยะข้างหน้า
แต่อีกความตึงเครียดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้กับปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้ติดเชื้อในแต่ละวันเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคนก็ตาม
แต่รัฐบาลเองในเวลานี้ออกมายืนยันว่าสามารถควบคุมได้ และจะไม่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ!!!
ทั้งนี้ “นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน และกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) เผยว่า ปี 2565 เศรษฐกิจไทยยังคงมีสัญญาณบวกที่ยังเติบโตต่อเนื่องโดยคาดว่าจะโตได้ในระดับประมาณ 3-4% จากปีก่อน ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลังแม้ว่าระยะสั้นจะมีความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆแต่รัฐได้เตรียมมาตรการที่จะดูแลไว้แล้วรวมไปถึงระยะยาวที่จะปรับโฉมอุตสาหกรรมไปสู่เป้าหมายใหม่เพื่อผ่านวิกฤติโควิด-19และพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม
สำหรับระยะสั้นสิ่งที่รัฐบาลเตรียมไว้คือการสำรองวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 ถึง 90 ล้านโดส เพราะที่ผ่านมาได้รับบทเรียนช่วงที่เพิ่งเริ่มต้นมีวัคซีนใหม่ๆ แต่การระบาดเร็วขึ้นทำให้การแก้ไขมีข้อจำกัดขณะเดียวกันโควิด-19 ขณะนี้เองก็ยังไม่จบ รวมไปถึงมาตรการต่างๆที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเช่น มาตรการคนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฯลฯ รวมไปถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบทั้งการที่ธปท.และคลังได้ร่วมกันปรับโครงสร้างหนี้ที่เริ่มคลี่คลายมากขึ้น รวมไปถึงหนี้ครัวเรือนที่ปีนี้นายกรัฐมนตรีให้เป็นปีแห่งการแก้ไขที่ได้เร่งดำเนินการและดูแลอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันกรณีปัญหาเงินเฟ้อ ที่สินค้าอุปโภคและบริโภคแพงได้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือราคาสินค้าที่สูงรัฐบาลได้เร่งตรวจและเข้มงวดการกักตุน ทำให้ราคาสินค้าหลายรายการปรับลดลงแล้ว ส่วนราคาพลังงานนั้นต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยภายนอกซึ่งราคาตลาดโลกที่สูงมาจากก่อนหน้าที่โควิด-19ระบาดทำให้ความต้องการลดต่ำส่งผลต่อการผลิตที่ลดลงเมื่อเศรษฐกิจโลกทยอยฟื้นทำให้ความต้องการสูงขึ้นมากแต่การผลิตไม่ทันแต่รัฐบาลได้ดูแลด้วยการตรึงราคาพลังงานอยู่ในระดับที่จะรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้คงอยู่ได้ และยังต้องดูความท้าทายระยะสั้นที่จะแทรกเข้าอย่างกรณีความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนซึ่งหากบานปลายรัฐบาลก็ยังคงจะมีนโยบายดูแลเพื่อประคับประคองการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป
สำหรับระยะยาวรัฐบาลมีความตั้งใจส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่โดยจะดึงเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนโดยเฉพาะ 5 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า และอยากให้เอกชนมีบทบาทมากใน 5 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพทั้ง ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพโดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่จะตอบโจทย์ลดภาวะโลกร้อน ควบคู่ไปกับการส่งเสริม Soft Power ที่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนรุ่นใหม่เช่น ภาพยนตร์ บันเทิง เกม ฯลฯ ที่จะนำมาสู่ Creative Economy หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
ด้านผู้ประกอบการเอกชน “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทย ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการและหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ที่ต้องการให้มีการผ่อนคลายทั้งมาตรการเทสต์แอนด์โก และลดจำนวนวันกักตัว เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงและผ่อนคลายมาตรการเทสแอนด์โก โดยเฉพาะการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ของนักเดินทางขาเข้าประเทศ ที่ต้องตรวจถึง 3 ครั้ง ประกอบด้วยครั้งที่ 1 ก่อนเข้าประเทศ ภายใน 72 ชั่วโมง ครั้งที่ 2 วันแรกที่เข้าประเทศ และครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 นับจากการเข้าประเทศ
ทั้งนี้เห็นว่าการตรวจหลายรอบเป็นการสร้างภาระสำหรับนักเดินทาง จึงอยากให้ยกเลิกการตรวจครั้งที่ 3 หรือวันที่ 5 ออกไป เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงฤดูท่องเที่ยวเดือนเม.ย.นี้ด้วย รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาทำธุรกิจในประเทศ รวมถึงได้พิจารณาจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่มาจากการเข้าประเทศ ด้วยมาตรการเทสต์แอนด์โก เฉพาะเดือนก.พ. แล้ว พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศ 869 ราย จากจำนวนนักเดินทางทั้งหมด 82,887 ราย คิดเป็น 1.05% เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน้อย และการแพร่ระบาดส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นภายในประเทศด้วย
“หลายประเทศเน้นเพียงการฉีดวัคซีนครบโดสกับผลการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ก่อนเข้า 72 ชั่วโมงเท่านั้น เช่น กรีซ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย หรือแม้แต่สหรัฐ หอการค้าไทย จึงเห็นว่าหากยกเลิกการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ครั้งที่ 3 คืนที่ 5 ได้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขได้มีการยกระดับการเตือนภัยโควิดเป็นระดับ 4 หลังติดเชื้อรายใหม่เพิ่มต่อเนื่องภายใน 2 สัปดาห์”นายสนั่น กล่าว
เช่นเดียวกับ “นายสุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้การแพร่ระบาดโควิด -19 สายพันธุ์โอไมครอน เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งภาคเอกชนขอย้ำจุดยืนเดิม คือ ห้ามมีการล็อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง เนื่องจากจะส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทางภาครัฐก็ได้ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า จะไม่มีการล็อกดาวน์ประเทศ และอีกประเด็นสำคัญควรยกเลิกมาตรการเทสต์แอนด์โก วันที่ 5 ออกไป เพราะทำให้ยุ่งยาก ต้องกลับไป กลับมา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น และขณะนี้มีหลายประเทศเริ่มเปิดประเทศเต็มรูปแบบแล้ว มีมาตรการตรวจป้องกันออกมาให้ชัดเจน มองว่า ไทยก็ควรเปิดประเทศ โดยมีมาตรการป้องกันรองรับ จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย
งานนี้จึงเป็นการวัดฝีมือรัฐบาล “ลุงตู่” อีกครั้งว่าจะสามารถนำพา “เศรษฐกิจไทย” ผ่านวิกฤตินี้ไปได้อีกหรือไม่!?!
เพราะบอกได้เลยว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก จะทำอะไรก็ต้องรีบทำนะครับ!!!