เปิดมุมมอง “ดร.ธวัชชัย สุขสีดา” กับ “รัฐบาลดิจิทัล” โครงการไหนที่ชะลอต้องสู้ ...โครงการไหนไปต่อต้องลุย
จากการที่คณะรัฐมนตรีต้องการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ ให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยได้ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เช่น พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ โดยรัฐบาลจัดทำ Matching Fund ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อลงทุนพัฒนา Start-up ที่มีศักยภาพ ให้เติบโต และแข่งขันได้ในระดับโลก สร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจใหม่ และรัฐบาลจะสนับสนุนตลาดทุน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
ทั้งนี้ยกตัวอย่างโครงสร้างในการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง ได้แก่ “โครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ” โดยวางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิต และการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน , “โครงสร้างรัฐบาลดิจิทัล” โดยรัฐบาลจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการให้บริการ มาเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใส ขจัดช่องโหว่ ในการทุจริต ลดค่าใช้จ่าย และปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล , “โครงสร้างการศึกษา” โดยส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทั้งในด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยชั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ “โครงสร้างการแพทย์” โดยให้เข้าถึงบริการการแพทย์ด้วย ‘บัตรประชาชนใบเดียว’ เชื่อมต่อข้อมูลบนฐานข้อมูลที่ปลอดภัย ประชาชนเข้ารับบริการได้ทุกที่ทั่วประเทศ
นอกจากนี้มีคำมั่นสัญญาว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และทันสมัย เป็นรัฐบาลที่จะนำเอาเทคโนโลยี และระบบดิจิทัล รวมทั้งคลื่นความถี่ และสิทธิในวงโคจรดาวเทียมมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน รวมทั้งมีการศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมให้ความสำคัญ กับการป้องกันภัยคุกคามข้ามชาติและการเพิ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการให้ความรู้เท่าทันสื่อ และทักษะดิจิทัลแก่ประชาชน
กับแนวทางที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ในการพัฒนาประเทศในครั้งนี้!!!
“อาจารย์ต้นรัก” ดร.ธวัชชัย สุขสีดา อาจารย์ และนักวิชาการด้านการตลาดออนไลน์ เปิดเผยมุมมองต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลว่า “โครงการไหนที่ชะลอต้องสู้ ...โครงการไหนไปต่อต้องลุย” เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลมีผลงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน ทั้งเรื่องราคาพลังงาน สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว และ เทคโนโลยี ที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น กับผลงานของการใช้เทคโนโลยีโดยที่เห็นได้ชัดวันนี้คือ “โครงการดิจิทัลวอลเล็ต” (Digital Wallet) ที่รัฐบาลพยามผลักดันให้เกิดให้ได้ เพราะเชื่อว่าป็นการกระตุ้น และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะมอบสิทธิการใช้จ่ายเงินจำนวน 10,000 บาท ให้กับประชาชน ที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งนโยบาย ดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศใน 2 ด้าน คือช่วยกระตุ้น
เศรษฐกิจประเทศในระยะสั้นผ่านการบริโภค และการลงทุน และการวางโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และ E-Government ซึ่งเป็นการวาง และแก้ไข ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว แต่อาจต้องศึกษาผลกระทบที่ตามมา อันไหนดีมีประโยชน์ ต่อประชาชน
อีกหนึ่งโครงการที่ดีส่งเสริมผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล คือ “โครงการการขยาย OTOP สู่แพลตฟอร์ม ออนไลน์ด้วย Soft Power” กับ “การเพิ่มช่องทางการตลาดขายผ่านออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น โดยการ พัฒนาสินค้าโอทอปให้มีเอกลักษณ์สร้างความดึงดูดใจทางวัฒนธรรม Soft Power” ด้วยการสนับสนุนองค์ ความรู้แก่ผู้ประกอบการในด้านการดีไซน์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ เน้นเรื่องการตลาดโดยที่น่าชื่นชมที่ทางรัฐบาล ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับโลกด้วยและยังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ทูตพาณิชย์ ไทยนำสินค้า OTOP ไปเสนอในตลาดต่างประเทศ เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด และเชิญทูตจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์สินค้าไทยเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP สู่ตลาดโลกนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
อย่างที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการใช้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดี ซึ่งการส่งเสริมแนวทาง เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ สร้างความตระหนักรู้ภัยออนไลน์ เพื่อเป็นภูมิคุ้ม กันให้ประชาชนก็ยังเห็นได้ในรัฐบาลชุดนี้ โดยที่รัฐบาลส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวก ในการทำงาน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและประชาชน ด้วยการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐใช้ระบบ คลาวด์ (Cloud) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำธุรกรรมออนไลน์ให้มีความปลอดภัย โดยมอบหมายหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการการรับมือเพื่อความปลอดภัย เช่น การตรวจ และป้องปราม การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์เสี่ยงภัยออนไลน์ การแก้ปัญหา ซื้อของออนไลน์แล้วได้ของไม่ตรงปก เพิ่มมาตรฐานบริการเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery: COD) การนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์ประมวลผลเพื่อสนับสนุนการรับมือกับปัญหาทางออนไลน์
ท้ายที่สุดเทคโนโลยีอะไรที่ดีที่สามารถนำมาพัฒนาประเทศ ควรนำมาใช้ส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของ รัฐบาล เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิทัลเท่าทันนานาชาติเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค โดยคำนึงถึงความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วยรวมทั้งส่งเสริมภูมิคุ้มกันด้านออนไลน์ เพิ่มการตระหนักรู้การใช้ ประโยชน์ ด้านเทคโนโลยีให้ประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ซึ่งนโยบายโครงการผลงานต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำออกมานั้นไม่ต้องรอถ้าเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ทำการศึกษา ลงมือทำ และพร้อมลุย...! และต้องมีการประเมินการทำงานอยู่เสมอ ๆ ไม่ดีปรับแก้ไข พัฒนา เพราะความสำเร็จจะเริ่มผลิดอกออกผลจากการทำงานอย่างหนัก วางแผน กำหนดนโยบายด้วยทีมงานที่เข้าใจการทำงาน และเข้าใจชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง