เก็บประเด็นจากการประชุม WAPOR Asia Pacific Annual Conference 2026
ดร.พรพรรณ บัวทอง สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดร.จิรดา ประสาทพรศิริโชค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอบทความเรื่อง "เก็บประเด็นจากการประชุม WAPOR Asia Pacific Annual Conference 2026" ความว่า ปีนี้สวนดุสิตโพลมีโอกาสเข้าร่วม WAPOR Asia Pacific Annual Conference 2026 การประชุมวิชาการนานาชาติของสมาคมวิจัยความคิดเห็นสาธารณะโลก (World Association for Public Opinion Research: WAPOR) การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้หัวข้อ “Public Opinion in a Fast-Changing World” เพื่อแลกเปลี่ยนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการวิจัยความคิดเห็นสาธารณะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เจ้าภาพปีนี้คือ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย UIII (Universitas Islam Internasional Indonesia : UIII) ร่วมกับ WAPOR Asia Pacific และสมาคมนักทำโพลแห่งอินโดนีเซีย (Perhimpunan Survei Opini Publik Indonesia: PERSEPI) สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลือกใช้ Jakarta Public Library และ HB Jassin Literary Archive Center ภายในอาคาร Ali Sadikin Building ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงจาการ์ตา เป็นสถานที่จัดประชุมวิชาการแทนการจัดที่มหาวิทยาลัย โดยห้องสมุดแห่งนี้เป็นทั้งห้องสมุดสาธารณะและศูนย์รวบรวมเอกสารวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเสรี สะท้อนแนวคิดของการประชุมที่ต้องการเชื่อมโยง “งานวิจัย” กับ “สังคม” มากกว่าจะจำกัดอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัยที่เน้น “เชิงวิชาการ” เป็นหลัก
การประชุมเปิดอย่างเป็นทางการที่ศาลาว่าการกรุงจาการ์ตา โดย Dr. Ir. Pramono Anung Wibowo ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ส่วนเวทีใหญ่ของการประชุม มีวิทยากร ได้แก่ Djayadi Hanan ประธานสมาคมนักสำรวจความคิดเห็นแห่งอินโดนีเซีย (PERSEPI) และผู้แทนจาก Department of Research (Litbang) ของ Kompas Daily รวมถึง Dody Wijaya จากคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซีย (KPU) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของโพลต่อประชาธิปไตย สื่อ และระบบการกำกับดูแลการเลือกตั้ง
การประชุมครั้งนี้ชวนให้มอง “โพล” ในมิติที่กว้างขึ้น Djayadi Hanan เริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “โพลมีไว้เพื่ออะไร?” ซึ่งคำตอบของเขาไม่ใช่ “เพื่อทำนายว่าใครจะชนะเลือกตั้ง” แต่คือเพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ ช่วยตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง ทำให้สังคมได้รับรู้ความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงสร้างแรงกดดันให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ โพลจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางสถิติ
หนึ่งในข้อมูลที่สร้างความสนใจให้ผู้เข้าร่วมประชุม คือ การนำเสนอผลการดำเนินงาน Quick Count ของอินโดนีเซีย
Quick Count ไม่ใช่ Exit Poll แต่เป็นโพลที่ทำโดยมีการสุ่มเลือกหน่วยเลือกตั้ง จากนั้นนับคะแนนจริงหลังปิดหีบ แล้วรายงานผลอย่างรวดเร็วผ่านหลักการสุ่มตัวอย่างทางสถิติ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ตลอดการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2004–2024 ผล Quick Count มีความคลาดเคลื่อนจากผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ต่ำกว่า 1 จุดร้อยละทุกครั้ง ตัวเลขนี้สะท้อนคุณภาพของการทำโพลได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม วิทยากรย้ำว่า โพลไม่ได้มีแต่ด้านบวก หากขาดมาตรฐานหรือจริยธรรม ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจผิด ทั้งการเผยแพร่โพลปลอม การเลือกนำเสนอเฉพาะผลที่ต้องการ หรือการบิดเบือนการรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เขาอธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโพลกับประชาธิปไตยเป็น Feedback Loop กล่าวคือ ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเอื้อต่อการเกิดสถาบันสำรวจความคิดเห็นที่มีคุณภาพ ขณะที่สถาบันสำรวจความคิดเห็นที่น่าเชื่อถือก็ช่วยเสริมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
อีกมุมมองที่น่าสนใจจาก Dody Wijaya แห่งคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซีย (KPU) ซึ่งเสนอว่า สถาบันสำรวจความคิดเห็นไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็น “ผู้เล่นคนหนึ่ง” ในระบบเลือกตั้ง เพราะผลสำรวจสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน การทำงานของสื่อ และการหาเสียงของผู้สมัคร ดังนั้นทั้งภาครัฐและองค์กรวิชาชีพต้องร่วมกันกำกับดูแล (Hybrid Governance) เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างของความรับผิดชอบเกิดขึ้น (Accountability Gap)
สุดท้ายแล้วความน่าเชื่อถือของผลโพลจึงขึ้นอยู่กับระเบียบวิธีวิจัย ระบบกำกับดูแล และความรับผิดชอบของสถาบันทำโพลด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ AI ได้กลายเป็นโจทย์ใหม่ของวงการสำรวจความคิดเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามทิ้งท้ายของการประชุมครั้งนี้ คือ นักทำโพลจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตอบเป็นมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่ AI? โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้จึงเป็นความท้าทายของนักทำโพลที่ต้องเจอร่วมกัน
บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้คือ ในโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว “โพลที่ดี” ไม่ได้วัดกันแค่ความแม่นยำเท่านั้น แต่ต้องมีมาตรฐานวิชาชีพ ระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กัน สำหรับประเทศไทย การพัฒนาระเบียบวิธีวิจัยยังคงมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความน่าเชื่อถือของสถาบันผู้สำรวจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความไว้วางใจของประชาชนไม่ได้เกิดจากสูตรคำนวณเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากคุณภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้ผลิตข้อมูล