นศ.กฎหมายไอเดียเจ๋ง นำ AI ช่วยคัดกรองหลักฐาน-ยกระดับงานยุติธรรม คว้ารางวัล CWIE Day 2026
นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) คว้ารางวัลดีเด่นรวม 3 รางวัล ในประเภทโครงงานประยุกต์ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สถานประกอบการ (AI for CWIE Work) ในงาน DPU CWIE Day 2026 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลงานการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน และเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานดีเด่น ระหว่างวันที่ 25–26 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์หลังนำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยบูรณาการและยกระดับงานกฎหมาย เพื่ออำนวยความยุติธรรม ควบคู่กับการรักษาสิทธิ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ผศ.นงค์นุช ศรีธนาอนันต์ ผู้ช่วยอธิการบดี สำนักมาตรฐานและบริหารวิชาการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดี ร่วมมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่ผู้มีผลงาน CWIE ดีเด่น ประจำปี 2568 เพื่อสานต่อแนวคิด Potentialigence ของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์อธิการบดี DPU ในการพัฒนาทักษะมนุษย์และผลักดันให้นักศึกษาใช้ AI เป็นผู้ช่วยทำงาน พร้อมกับขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งในด้าน Quality Education, Decent Work and Economic Growth และ Partnerships for the Goals ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
สำหรับผลงานนักศึกษาในกลุ่ม AI for CWIE Work ที่คว้ารางวัลดีเด่นทั้ง 3 โครงงาน ประกอบด้วย 1.โครงงาน "ปัญหาข้อกฎหมายและแนวทางการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการคัดกรองพยานหลักฐาน เพื่อป้องกันการทุจริตฉ้อฉลในธุรกิจประกันภัยรถยนต์" ของ นางสาวณภัสนันท์ สมบัติพรพิศาล 2.โครงงาน "ปัญหาการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเข้าถึงความยุติธรรม" จาก นายณัฐภัทร เขียวรัมย์ และ 3.โครงงาน "บทบาทของพนักงานอัยการกับการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน" โดย นางสาวศญามนต์ เสนีพงษ์ ซึ่งเสนอให้พนักงานอัยการขยายบทบาทจากการฟ้องคดี ไปสู่การส่งเสริมความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ยุคใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่พื้นฐาน อันจะช่วยป้องกันการกระทำผิดและลดปริมาณคดีในสังคมได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ นางสาวณภัสนันท์ ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำวิจัยว่า การได้เข้าไปฝึกงานกับบริษัท วิริยะประกันภัย ทำให้มีโอกาสศึกษากระบวนการคดีกฎหมายอย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มดำเนินคดี ชั้นศาล คำพิพากษา จนถึงการบังคับคดี ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เห็นปัญหาและข้อจำกัดของระบบประกันภัยที่มีเคสข้อพิพาทและการยื่นเคลมเข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี ประกอบกับเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงเกิดความคิดริเริ่มนำ AI มาช่วยแก้ปัญหา
ขณะเดียวกัน ยังได้อธิบายถึงกลไกการทำงานของนวัตกรรมว่า ระบบจะช่วยคัดกรองงานใน 2 ส่วนหลัก คือ การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของร่องรอยการชนตามหลักฟิสิกส์ และการตรวจสอบการเคลมซ้ำจากภาพถ่ายเดิม หากพบความผิดปกติจะส่งต่อให้พนักงานผู้รับผิดชอบร่วมพิจารณากลั่นกรองทันที เพื่อสร้างพยานหลักฐานที่โปร่งใสและแม่นยำในชั้นศาล แม้งานวิจัยนี้จะยังคงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขยายผลการป้องกันการทุจริตในขั้นตอนหลังตกลงรับประกันภัย แต่นับเป็นนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดจริงในอนาคต
"การได้เข้าร่วมฝึกงานภาคปฏิบัติครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโลกการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ที่กว้างไกลให้แก่ดิฉันเป็นอย่างมาก เพราะได้ฝึกฝนงานร่วมกับพี่เลี้ยงทีมทนายความทั้งแผนก ได้เรียนรู้ทักษะวิชาชีพกฎหมายที่เข้มข้น ทั้งการร่างคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงยื่นต่อศาล ตลอดจนร่วมเดินทางไปดูงานการพิจารณาคดีจริง และได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานเป็นตัวแทนดำเนินการวางเงินที่ศาลด้วยตนเอง" นางสาวณภัสนันท์ กล่าว
การสนับสนุนที่ดีจากอาจารย์ที่ปรึกษายังช่วยให้ นางสาวณภัสนันท์ ดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีความสุข ควบคู่ไปกับความตั้งใจในการนำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นแก่ระบบธุรกิจประกันภัย
"อาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะ รองศาสตราจารย์ อัจฉรียา ชูตินันทน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก คอยสนับสนุนและผลักดันให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข หากมีปัญหาตรงไหนอาจารย์ก็พร้อมช่วยเหลือตลอด สำหรับโครงการนี้เรามองว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยคัดกรองร่องรอยการชน ตรวจสอบป้องกันการนำภาพเดิมมาเคลมซ้ำ เพื่อลดภาระงานของบุคลากรและเพิ่มความแม่นยำ ซึ่งหากทำได้จริง จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้แก่ทั้งผู้เอาประกันและผู้รับประกันได้อย่างเท่าเทียม" นางสาวณภัสนันท์ กล่าวด้วยรอยยิ้มถึงประสบการณ์ฝึกงาน 4 เดือนเต็ม ซึ่งช่วยทั้งบ่มเพาะทักษะวิชาชีพเชิงลึก ทั้งการร่างคำฟ้อง คำให้การ และการปฏิบัติงานแทนในกระบวนการชั้นศาลจริง
ขณะที่ในมิติกระบวนการยุติธรรมภาครัฐ นายณัฐภัทร ซึ่งได้ฝึกปฏิบัติงาน ณ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ระบุถึงแนวคิดการนำ AI เข้ามาช่วยลดอุปสรรคทางความเข้าใจกฎหมายของเหยื่ออาชญากรรมว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ในทางปฏิบัติมักพบข้อจำกัดบางประการที่อาจส่งผลกระทบหรือตัดสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความสูญเสียทางคดี จึงนำ AI เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก และคุ้มครองสิทธิให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
แนวคิดดังกล่าวทำงานผ่าน 2 กลไกหลัก คือ ระบบแจ้งเตือนเพื่อติดตามสถานะคดี โดยตรวจสอบสถานะว่า คดีดำเนินไปถึงขั้นตอนใด เช่น ผ่านชั้นพนักงานอัยการหรือเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล เพื่อสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนรับรู้ความคืบหน้าอย่างชัดเจน และการช่วยยกร่างเอกสารทางกฎหมาย เช่น คำฟ้อง คำร้อง หรือคำแถลง เพื่อลดช่องว่างด้านความเข้าใจและช่วยให้การยื่นเรื่องของประชาชนเป็นไปได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
"การฝึกปฏิบัติงาน ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ทำให้ผมได้รับองค์ความรู้นอกห้องเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เรียนรู้เพียงภาคทฤษฎี เมื่อได้ลงสนามจริง ทั้งการเห็นผู้ต้องหา จำเลย และขั้นตอนการทำงานของอัยการในชั้นศาล ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยหล่อหลอมทักษะวิชาชีพและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ" นายณัฐภัทร เผยความประทับใจนอกจากนี้ ยังกล่าวถึงเบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการได้รับคำแนะนำที่ดีจากอาจารย์ที่ปรึกษาที่มุ่งเน้นให้ศึกษาในมิติข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานและสังคมเช่นเดียวกัน
“รองศาสตราจารย์ อัจฉรียา ชูตินันทน์ มักจะแนะเชิงลึกให้เรามุ่งประเด็นไปที่การศึกษาข้อกฎหมาย และเสนอแนะแนวทางแก้ไขตัวบทกฎหมายโดยตรง แทนที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเสนอตัวแก้ไขระบบระเบียบงานภายในขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำงานภายใน เพื่อให้โครงการของเรามีน้ำหนักทางวิชาการและสามารถนำไปใช้สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐได้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด”
“โดยในอนาคต ผมมีความตั้งใจที่จะพัฒนาต่อยอดผลงานชิ้นนี้ให้เป็นแอปพลิเคชันช่วยเหลือประชาชนภายใต้ชื่อ 'อัยการช่วยเหลือ' และหากมีโอกาสได้เข้ามาปฏิบัติงาน ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ก็พร้อมจะผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดเป็นระบบที่ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมต่อไป"
ความสำเร็จและการสร้างสรรค์นวัตกรรมของนักศึกษาในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนของคณะนิติศาสตร์ปรีดีฯ ภายใต้การนำของ อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้เปิดเผยถึงทิศทางและวิสัยทัศน์ว่า คณะนิติศาสตร์ปรีดีฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการยุติธรรม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง เพราะความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมคือการปฏิเสธความยุติธรรม ในยุคที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนไวและกฎหมายตามไม่ทัน “นิติศาสตร์จึงไม่ได้อยู่กับที่” เพื่อมุ่งสร้างนักศึกษาให้มีความรู้ "กฎหมายสายปฏิบัติ" ที่ไม่ได้สอนแค่ว่ากฎหมายคืออะไร แต่เน้นการนำกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้หลักนิติธรรม
อาจารย์ ดร.สุทธิพล ยังได้อธิบายถึงแนวทางการขับเคลื่อนหลักสูตรและโครงการฝึกงานภาคปฏิบัติว่า คณะนิติศาสตร์ปรีดีฯ ได้ตอบรับนโยบาย DPU ด้วยการสร้างสรรค์หลักสูตร AI เข้มข้นระยะเวลา 2 สัปดาห์สำหรับนักศึกษาทั้ง 4 ชั้นปี โดยร่วมมือกับ "สถาบันประกันภัยไทย" และเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาให้ความรู้ นำ Case Study ด้านประกันภัยมาฝึกวิเคราะห์ มีการทดสอบวัดผล ควบคู่กับการปลูกฝังเรื่องการระมัดระวังการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPAและจริยธรรมของนักกฎหมายอย่างครบถ้วน ทำให้นักศึกษานำองค์ความรู้ไปประยุกต์ทำโครงงานได้จริง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม "ศาลจำลอง" โดยให้นักศึกษาฝึกสวมบทบาทจริง ทั้งอัยการ ทนายความ โจทก์ จำเลย พยาน และผู้พิพากษา เพื่อฝึกการคิดและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ที่สำคัญระบบ CWIE ของคณะนิติศาสตร์ปรีดีฯไม่ได้เป็นเพียงการส่งนักศึกษาไปฝึกงานแล้วเท่านั้น แต่วางกระบวนการไว้อย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การสัมภาษณ์คัดเลือกนักศึกษาให้เหมาะสมกับแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด เช่น คัดเลือกผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ การจัดปฐมนิเทศปูพื้นฐาน การให้อาจารย์ลงพื้นที่ติดตามชี้แนะระหว่างฝึกงาน ไปจนถึงการให้ทำรายงานสรุปประเมินผลและส่งเข้าประกวด จนส่งผลให้นักศึกษาคว้ารางวัลดีเด่นมาได้ถึง 3 รางวัล
“สิ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่ารางวัล คือกระบวนการเหล่านี้ทำให้นักศึกษารุ่นปัจจุบันเกิดความตื่นตัวอย่างมาก และเห็นคุณค่าในการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ใช่เรียนจบแล้วก็จบกันไปเลย แต่ยังมีความผูกพันและพร้อมที่จะร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเสียงสะท้อนเชิงบวกจากผู้ประกอบการยิ่งย้ำว่า นักศึกษาสามารถตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาผลงานต่อไปอย่างเต็มศักยภาพ”
“ระบบ CWIE จึงถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างภาคทฤษฎีในห้องเรียนกับการปฏิบัติงานจริงในองค์กร ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษารุ่นน้องนำโมเดล AI และองค์ความรู้เหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอดได้ทันทีโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ ซึ่งนโยบายบูรณาการ AI ของคณะนิติศาสตร์ปรีดีฯ ได้ตอบโจทย์ทิศทางด้านความยั่งยืนของมหาวิทยาลัย และสะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างมิติใหม่แห่งความยุติธรรมที่ทันโลก" อาจารย์ ดร.สุทธิพล กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและเปี่ยมด้วยสีสันแห่งการเรียนรู้ โดยฝ่ายนวัตกรรมหลักสูตรและการสอนได้นำ OLIV AI Buddy ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากปีการศึกษา 2567 มาประมวลข้อมูลโครงงาน CWIE กว่า 1,468 โปรเจกต์ ให้นักศึกษาได้ทดลองพูดคุยเพื่อค้นหาบุคลิกภาพ คาแรกเตอร์ และสไตล์การทำงานที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องมีหัวข้อโครงงานมาก่อน ก็สามารถเข้าใช้งานผ่านสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อรับแนวทางและไอเดียเชิงสร้างสรรค์ในการพัฒนาศักยภาพตนเองได้ทันที ควบคู่ไปกับกิจกรรมจาก Potentialigence Center (PoCen) โดย อาจารย์สุดถนอม รอดสว่าง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาร่วมเสริมความมั่นใจ และเติมเต็มความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่อนาคตการทำงานอย่างสมบูรณ์
ทั้งยังมีความพิเศษจากบูธกิจกรรมของ Google Thailand องค์กรพันธมิตรฝั่งเทคโนโลยี ที่มาร่วมเปิดพื้นที่ผลักดันให้นักศึกษาพัฒนาตนเองสู่การเป็น Google Student Ambassador พร้อมมอบสิทธิ์ลุ้นโอกาสร่วมงานกับ Google และเข้าร่วมกิจกรรมในต่างประเทศ เพื่อเสริมทักษะความพร้อมทางเทคโนโลยี เติมเต็มประสบการณ์นอกห้องเรียน รวมถึงแจกของที่ระลึกรุ่นพิเศษแบบ Limited Edition ที่จัดทำขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยตอกย้ำถึงความสำเร็จและความพร้อมของ DPU ในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มุ่งสร้างนวัตกรและนักปฏิบัติตัวจริงสู่สังคมอย่างยั่งยืน
ผู้สนใจในการเรียนการสอนของ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ค้นหาข้อมูลที่ได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/pridi-banomyong-faculty-of-law


