3 คณาจารย์จุฬาฯ ผู้คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 63
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบประกาศเกียรติคุณรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2563” ให้แก่นักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ในสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สาขาปรัชญา และสาขาการศึกษา จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย
ศ.ดร.สมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.ทิศนา แขมมณี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ ศ.ดร.สมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ด้วยมีผลงานการวิจัยทางจุลชีวิทยา โดยเฉพาะการแยกเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรียและเชื้อในอาหารหมักพื้นบ้านของประเทศไทย เช่น แหนม ปลาร้า ปลาจ่อม น้ำปลา ทำให้พบแบคทีเรียชนิดใหม่หลากหลายชนิดและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง ทั้งในด้านเภสัชกรรมและอุตสาหกรรม ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
นอกจากนี้ ยังศึกษาเชื้อแบคทีเรียในดิน ในทะเล และอื่นๆ ทำให้พบแบคทีเรียใหม่ๆ มากกว่า 130 สปีชีส์ ซึ่งเป็นสกุลใหม่มากกว่า 14 สกุล รวมถึงยีสต์ด้วย โดยแบคทีเรียที่ค้นพบส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่มีประโยชน์ เช่น แลคโตบาซิลลัสที่สามารถพบได้ในปลาร้า หรือแลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่พบในใบเมี่ยงหมักทางภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันได้นำเชื้อที่แยกออกมาจำนวนมากไปทดลองใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยผสมในอาหารสัตว์เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และล่าสุดซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คือเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยขวดพลาสติก PET และไบโอพลาสติกให้เป็นโพลิเมอร์
ศ.ดร.สมบูรณ์ ได้ฝากข้อคิดสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า “ในการทำวิจัยต้องเห็นความสำคัญของทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานวิจัย สร้างความเข้าใจในทีม คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมและเป้าหมายในการวิจัยเป็นหลัก ประเทศเรายังขาดแคลนเรื่องของกำลังคนในการทำวิจัย อยากเห็นคนที่สนใจงานด้านนี้จริงๆ มีใจรักในการทำงานวิจัย และมีน้ำใจในการทำงานร่วมกัน”
ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาปรัชญา ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย - พม่าในหลากหลายมิติ ผลงานวิจัยเด่นๆ ที่ผ่านมา เช่น สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 พระสุพรรณกัลยา พม่ารบไทย พม่าอ่านไทย ฯลฯ ผลงานวิชาการล่าสุดคือหนังสือ “คาชูราโอ สวรรค์บนพื้นพิภพ” และ “จากศึกบางกุ้ง ถึงศึกอะแซหวุ่นกี้”
ศ.ดร.สุเนตรกล่าวว่า วิธีการศึกษาวิจัยเน้นศึกษาข้อมูลหลักฐานจากพงศาวดารพม่า และต้องลงพื้นที่ด้วย ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากการทำวิจัยเกี่ยวกับพม่าซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศไทยเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการในหลายด้าน ที่สำคัญคือเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสร้างบทภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” และ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”
สิ่งที่ยึดมั่นในการทำงานวิจัยมาโดยตลอดคือการไม่หยุดที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ต่างๆ ทั้งนี้การเข้าใจปัญหาต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งรอบด้าน ไม่สามารถทำได้ด้วยศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง แต่ต้องมีการประสานความรู้ทั้งในมิติของวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปพร้อมกัน
“อดีตช่วยให้เรามีตัวตนที่ชัดเจนในปัจจุบัน เป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้ว่าในอนาคตเราควรจะก้าวไปอย่างไร ประวัติศาสตร์คือวิชาที่สอนให้เราแสวงหาความจริงโดยการใช้ข้อมูลหลักฐานในอดีตที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่มีสีสันสนุกสนานและมีมิติของการเรียนรู้หลายอย่าง”
รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาการศึกษาราชบัณฑิต ประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เปิดเผยถึงงานวิจัยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 38 ปีที่เป็นอาจารย์ ครอบคลุมงานวิจัยด้านการศึกษาในระดับต่างๆ ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยระยะยาว เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เกิดประโยชน์ในแวดวงการศึกษาของไทย แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ยังไม่ละทิ้งการทำงานวิจัย
รศ.ดร.ทิศนาในฐานะคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเพื่อช่วยขจัดปัญหาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้ดีขึ้น ผลการศึกษาพบว่าเด็กไทยนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ไม่เป็น ประยุกต์ใช้ทักษะความรู้ไม่ได้ ผลการวิจัยทำให้ได้กรอบสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนระดับขั้นพื้นฐาน 10 สมรรถนะ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังปรับหลักสูตรปัจจุบันให้เป็นหลักสูตรสมรรถนะเพื่อที่จะช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น
“การทำงานวิจัยช่วยทำให้เป็นคนใฝ่รู้ตลอดเวลา การทำงานวิจัยให้สำเร็จต้องเริ่มจากการเลือกเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ยิ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ก็จะทำให้เรามีกำลังใจในการทำวิจัยมากยิ่งขึ้น” รศ.ดร.ทิศนา ย้ำว่า การศึกษาในบ้านเราจะพัฒนาและก้าวไปอย่างมั่นคงยั่งยืน ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนในวงการการศึกษาเท่านั้น แต่ทุกฝ่าย รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองและสังคมต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง