"ศธ."ใช้วิกฤตโควิด-19 วางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ

การศึกษา9 ต.ค. 2563 • 10:50 น.
"ศธ."ใช้วิกฤตโควิด-19 วางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ
"กระทรวงศึกษาธิการ" ขับเคลื่อนอาชีวศึกษายกกำลังสอง “สู่มิติใหม่อาชีวศึกษาไทย” มุ่งผลิตและพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ด้วยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center: HCEC) เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนอาชีวศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานของประเทศ ล่าสุดผู้ประกอบการชั้นนำระดับประเทศและระดับโลก เข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตร แบบ 1 เอกชนต่อ 1 วิทยาลัย ใน 7 สายงานหลัก รวม 32 แห่ง ตั้งเป้าจัดตั้งศูนย์ HCEC อาชีวศึกษา 50 แห่ง สิ้นปี 2563 และครบ 100 แห่ง ในปี 2564 "นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ภาพใหญ่ของแผนปฏิรูปการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่ ภายใต้โครงการ ”การศึกษายกกำลังสอง” ใช้เวลาดำเนินการ 1 ปี จากการลงพื้นที่มากกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสอบถาม รวมรวมปัญหาจากนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษาโดยดูแนวโน้มของโลก และการเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายเพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ อันเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญ แนวคิดพื้นฐานคือนักเรียนทุกคนสามารถเลือกเรียนได้ตามสมรรถนะ และความชอบ "จากแผนงานปฏิรูป และพัฒนาศักยภาพอาชีวศึกษา ด้วยการตั้งศูนย์ HCEC เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการเพิ่มขีดความสามารถของทุนมนุษย์ กลไกขับเคลื่อนและแนวทางการปฏิบัติ จะพิจารณาถึงแนวโน้มทางธุรกิจ และทักษะใหม่ๆที่มีความจำเป็นสำหรับทุนมนุษย์ สอดคล้องกับความต้องการด้านตลาดแรงงาน และร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตร โดยเอกชนร่วมเป็นผู้สอน รวมถึงให้ฝึกงานจริงในสถานประกอบการ จะมีโอกาสได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งเทคนิค และเทคโนโลยีที่เป็นการใช้เพื่อการผลิตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผู้เรียนจะได้รับ Certificate เป็นการการันตีคุณภาพ สามารถทำงานได้ทุกแห่ง ทั่วโลก และมีรายได้ทั้งระหว่างเรียน และมีงานทำอย่างแน่นอนภายหลังจบการศึกษา ซึ่งในบางสาขามีรายได้สูงกว่า จะเห็นได้ว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยยกระดับทักษะในการทำงานให้กับนักศึกษาอาชีวะ ซึ่งสามารถตอบโจทก์ความต้องการของตลาดแรงงานที่ภาคเอกชนต้องการได้ และส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมให้มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก โดยภาคเอกชนที่เข้าร่วมเป็นกลุ่มธุรกิจหลักของประเทศ และของนานาชาติ ใน 2-3 ปี เป็นโอกาสทองที่จะบูรณาการระบบการศึกษาใหม่ทั้งหมด ถ้าเราวางรากฐานไว้ดี วันที่มีการเปลี่ยนแปลง คนของเราจะพร้อมรองรับ” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กล่าว อย่างไรก็ตามแยกพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศน์ทางการศึกษา และองค์ประกอบการทางศึกษา ได้ 5 ด้าน คือ1. ด้านนักเรียน เด็กได้เรียนรู้ทักษะชีวิต รู้เป้าหมายที่ต้องการ พัฒนาความรู้ และทักษะ ในสิ่งที่ตนเองชอบ และสามารถใช้ประกอบอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต สร้างคุณภาพการมีชีวิตที่ดี 2.ด้านคุณครู มีบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการพัฒนาชีวิตเด็กนักเรียน ผ่านการเรียนการสอน จะใช้เวลาในการสร้างสรรค์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ผลงานของครูใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาปรับวิทยฐานะ รวมถึงผลตอบแทนจากการทำงาน มีรายได้ที่สูง ในฐานะที่เป็นผู้นำทางชีวิต 3.ด้านสถานศึกษา และการบริหารจัดการ ได้รับเงินงบประมาณที่เหมาะสม และเต็มที่เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศน์ของสถานศึกษา รัฐใช้เงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ 4.ด้านหลักสูตร เป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพ โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญ เป็นองค์ความรู้ และทักษะที่จำเป็นอย่างแท้จริงในการประกอบวิชาชีพ มีการพัฒนาหลักสูตรที่ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง 5. ด้านชุมชน และสังคม ผู้จบการศึกษา จะเป็นบุคลากรคุณภาพที่สำคัญในการสร้างความเติบโต และความแข็งแกร่งของชุมชนตามอัตลักษณ์ของท้องถิ่น “ศูนย์ HCEC อาชีวศึกษา มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนานักเรียนอาชีวะ บุคลากรทางการศึกษา และครู ให้เข้ามาใช้ในการ Up-skills และ Re-skills โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อทำให้วิทยาลัยมุ่งสู่ความเป็นเลิศ จะสามารถสร้างฐานทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีศักยภาพ สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีทักษะชีวิตที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 นี้ได้อย่างแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็จะได้กำลังคนที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการ เมื่อภาคอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง ประเทศไทย จะมีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว