TGO โชว์ผลงานปี 2569 ลดก๊าซเรือนกระจก 87.65 ล้านตัน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Net Zero 2050
TGO แถลงผลงานปี 2569 ลดก๊าซเรือนกระจกไทยได้ 87.65 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิต ยกระดับภาคธุรกิจ-ท้องถิ่น และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO แถลงผลการดำเนินงาน ภายใต้ กิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 ในไตรมาสที่ 4 เพื่อเผยแพร่ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานของ TGO ต่อประเทศในด้านต่าง ๆ และผลงานเชิงประจักษ์ในปีงบประมาณ 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ TGO พร้อมด้วย ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการ TGO ให้การต้อนรับสื่อมวลชนจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจากสาขาและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ TGO มีผลสำเร็จและผลงานเด่น ดังนี้
ยกระดับกลไกคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล: สามารถขับเคลื่อนการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมโยงสู่ตลาดคาร์บอนคุณภาพสูง และสร้างโอกาสให้คาร์บอนเครดิตไทยเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ
ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit): ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มรายได้แก่ชุมชน เพิ่มมูลค่าของเสียหรือของเหลือทิ้งทางการเกษตร และสนับสนุนการลดปัญหา PM 2.5
เครือข่ายภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดด้านการลด GHG และตลาดคาร์บอนเครดิต: ขยายฐานสมาชิกเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้ง Corporates, SMEs, ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา พร้อมเป็นศูนย์กลางรวบรวมและแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ด้านการพัฒนาและดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงนโยบายและมาตรการด้านต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

ส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึง: กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสีเขียว: ผลักดันให้องค์กรขนาดใหญ่ช่วยดึงดูดและยกระดับมาตรฐาน SMEs ในห่วงโซ่อุปทานให้ทำการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการลด GHG
ตลาดคาร์บอนภายในประเทศไทยมีสภาพคล่องตัวและขยายตัวมากขึ้น: เกิดแรงจูงใจในการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น และสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย
นวัตกรรมสีเขียว: การตั้งเป้าหมาย Net Zero ของภาคเอกชน สร้างแรงซื้อและความต้องการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ พลังงานหมุนเวียน และนวัตกรรมประหยัดพลังงานในประเทศ
สร้างงานสีเขียว (Green Jobs): เกิดความต้องการบุคลากรสายวิชาชีพใหม่ ๆ ยกระดับตลาดแรงงานไทยสู่ทักษะแห่งอนาคต
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: เตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยสามารถรับมือกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน (เช่น CBAM) ผ่านเทคโนโลยีสะอาดและ Green Finance

ยกระดับศักยภาพของท้องถิ่นและจังหวัด: ให้สามารถนำรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ไปกำหนดเป็นนโยบาย แผน เป้าหมาย และแนวทางปฏิบัติในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ตามเป้าหมายของประเทศ
สนับสนุนเป้าหมายระดับประเทศ: ประเทศไทยมีแนวทางติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับนโยบาย/มาตรการ และสนับสนุนการติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ เพื่อรายงานความก้าวหน้าต่อ UNFCCC ผ่านรายงาน BTR รวมทั้งช่วยสนับสนุนขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero 2050) อย่างเป็นรูปธรรม
ผลงานเชิงประจักษ์ในปีงบประมาณ 2569
การติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDC)
พัฒนาวิธีการคำนวณและกระบวนการ MRV ในระดับมาตรการ จากแผน NDC Action Plan จำนวน 3 มาตรการ (เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานไฟฟ้า/ความร้อนจากมาตรการเงินอุดหนุน และมาตรการ EERS ) และปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกรายมาตรการ สาขาพลังงาน จำนวน 13 มาตรการ รวมถึงวิธีการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไฟฟ้าและความร้อน อีกทั้งสาขาการจัดการของเสียชุมชน จำนวน 3 มาตรการ
ผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ปี 2567 ผ่านการรับรองจากคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ทั้ง 5 สาขา มีผลการดำเนินงาน ดังนี้
- สาขาพลังงาน 60.75 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- สาขาคมนาคมขนส่ง 14.47 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- สาขา IPPU 1.31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- สาขาการจัดการของเสียชุมชนแลพน้ำเสียอุตสาหกรรม 7.39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- สาขาการเกษตร 3.71 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
รวมทั้งสิ้น 87.65 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งทำได้เกินกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน NDC Action Plan ตลอดจนศึกษาศักยภาพการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) แล้วเสร็จ รองรับ Net Zero 2050 และข้อเสนอเชิงนโยบายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง SAF ของภูมิภาค

ความสำเร็จการขับเคลื่อนโครงการ Standard T-VER และ Premium T-VER
ในปีงบประมาณ 2569 มีโครงการ Standard T-VER ขึ้นทะเบียนแล้ว 96 โครงการ ส่งผลให้เกิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดหรือกับเก็บได้รวม 1,421,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีการรับรองคาร์บอนเครดิตรวม 2,521,001 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จาก 42 โครงการ
ในส่วน Premium T-VER มีโครงการที่ขึ้นทะเบียน 3 โครงการ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดหรือกับเก็บได้รวม 5,978 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี มีการรับรองคาร์บอนเครดิต Premium T-VER จำนวน 60 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากโครงการ AWD และจัดส่ง Premium T-VER เพื่อขอรับการประเมิน CORSIA (ICAO) ระยะที่ 2 (2570–2572) รวมทั้งมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เรื่อง การรับรองมาตรฐานร่วมระหว่าง Premium T-VER และ Gold Standard (Dual Certification) ระหว่าง TGO สมอ. และ Gold Standard Foundation
ตลอดจนพัฒนาระเบียบ Premium T-VER จำนวน 2 ระเบียบวิธี ได้แก่ ระเบียบวิธีสำหรับการบริหารจัดการระดับน้ำในพื้นที่พรุเสื่อมโทรม ซึ่งสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่พรุเพื่อเพิ่มศักยภาพในการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และระเบียบวิธีสำหรับการใช้แบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินจากการใช้งานตามปกติ

สถานการณ์ภาพรวมการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตไทยและการซื้อขายในรอบปี
การซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีปริมาณการซื้อขาย/ถ่ายโอนเครดิตจากโครงการ Standard T-VER รวม 1,032,681 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ส่งผลให้เกิดมูลค่าการซื้อขายรวม 41,659,118 บาท
เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) มีสมาชิกสะสมรวม 898 องค์กร (ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา) และมีองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization: CALO) ประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศเพิ่มขึ้น 19 องค์กร ส่งผลให้มีองค์กรรวม 56 องค์กร

ผลการยกระดับการจัดการข้อมูลของภาคเมืองและจังหวัดในการจัดทำแผนการลดก๊าซเรือนกระจก
การจัดทำฐานข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด มีการจัดทำแผนทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด จำนวน 7 จังหวัด (เชียงราย, ร้อยเอ็ด, อุทัยธานี, สุรินทร์, สมุทรสงคราม, ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร) เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำแบบจำลองธุรกิจ (Business Model) จำนวน 7 แบบจำลอง โดยใช้กลไก T-VER และ LESS เชื่อมโยงภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์และการเข้าถึงแหล่งทุน
การจัดทำฐานข้อมูลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกตามบริบทของ อปท. จำนวน 23 แห่ง ภายในปี พ.ศ. 2578 และจัดทำรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกตามบริบทของ อปท. จำนวน 1 แห่ง (เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี) ภายในปี พ.ศ. 2578
ตลอดจนส่งเสริม อปท. สู่ Net Zero ด้วยการจัดทำแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ตามบริบทของ อปท. จำนวน 9 แห่ง ภายในปี พ.ศ. 2593 และมีการขับเคลื่อนผ่านกลไก LESS ระดับท้องถิ่น โดยผลักดันให้ อปท. ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกและยื่นขอรับรองผลการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ LESS แล้ว 2,547 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ความคืบหน้าการส่งเสริมฉลากคาร์บอน (Carbon Footprint) และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
การรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์ รวม 5,353 ผลิตภัณฑ์ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) 4,707 ผลิตภัณฑ์ ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือฉลากลดโลกร้อน (CFR) 311 ผลิตภัณฑ์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE-CFP) 325 ผลิตภัณฑ์ และ CoolMode 10 โครงสร้างผ้า ทางด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) และ Net Zero มีองค์กรได้รับการรับรอง CFO 1,293 องค์กร รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรให้รับรองแผนการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ Net Zero (Net Zero Pathway) จำนวน 11 องค์กร
ตลอดจนขยายเครือข่ายผู้ประเมินภายนอก (Verification Body: VB) โดยมี VB สำหรับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ขึ้นทะเบียนใหม่ 7 นิติบุคคล และต่ออายุ 1 นิติบุคคล สะสมรวม 24 นิติบุคคล และมี VB สำหรับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) ขึ้นทะเบียนใหม่ 9 นิติบุคคล สะสมรวม 20 นิติบุคคล และขึ้นทะเบียนบุคคลใหม่ 60 คน สะสมรวม 169 คน

การขยายเครือข่ายหน่วยฝึกอบรมตามกลไกของ TGO
ผลการฝึกอบรม ผ่านสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGO Climate Action Academy: CAA) มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมรวม 2,027 คน สอบผ่านทั้งหมด 1,354 คน (ร้อยละ 89.55) จากผู้เข้าสอบ 1,512 คน การประเมินมีความพึงพอใจหลักสูตร ร้อยละ 91.90 และนำความรู้ไปใช้ได้จริง ร้อยละ 98.78
ขยายเครือข่ายหน่วยฝึกอบรมภายนอกตามกลไกของ TGO ด้วยการลงนามบันทึกความตกลง (MOA) กับหน่วยฝึกอบรมภายนอกอย่างเป็นทางการแล้ว รวมทั้งสิ้น 5 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท วี กรีน เคยู จำกัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท ซีบีไอเอส คอนซัลติ้ง จำกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยมหิดล