แฉกันนัว! 'ณวัฒน์'โต้กลับ'แอนจักรพงษ์'ไม่ได้เนรคุณ ซัดจ่ายเงินช้า

บันเทิง9 ก.พ. 2564 • 11:01 น.
แฉกันนัว! 'ณวัฒน์'โต้กลับ'แอนจักรพงษ์'ไม่ได้เนรคุณ ซัดจ่ายเงินช้า
เรียกว่าเป็นประเด็นดราม่าต่อเนื่องที่หลายคนให้ความสนใจขึ้นมาทันที สำหรับเรื่องราวการโต้กันไปมาของพิธีกรและเจ้าพ่อการจัดงานชื่อดัง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล โพสต์เดือดถึงสตรีข้ามเพศคนหนึ่งที่แฉเรื่องส่วนตัวและบูลลี่คนอื่นด้วยคำหยาบคาย จนหลายคนเดาว่าน่าจะหมายถึง แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ พร้อมประกาศแบนทุกรายการล่าสุดณวัฒน์ได้ออกมาอัพเดทถึงเรื่องนี้แล้ว โดยณวัฒน์ เผยว่า “ผมขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน จริงๆแล้วตั้งหลักมาไม่อยากพูดเลยนะ เพราะอยากให้เรื่องมันทุเลาไปตามกาลและเวลา คนเราต้องมีเหตุผล และมีหลักการของตัวเอง เรื่องการสนับสนุน การเป็นสปอนเซอร์ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าการสนับสนุน การเป็นสปอนเซอร์ คือเป็นการทำตามข้อตกลง ผลประโยชน์ต่างตอบแทน เราทำงานเต็มความสามารถของเราแล้ว ผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะรู้หรือเปล่า ว่าสิ่งที่มันถาโถมและทุกข์หนัก มันเข้ามาในชีวิตของผม ของบริษัท และของนางงามทุกๆ คน เคสสุดท้ายคือปีโกโก้ ตีซะว่าเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ที่ไปเดินแฟชั่นโชว์ชุดประจำชาติ ประมาณเกือบ 20 คน ไปเดินแล้วทุกคนทนทุกข์ทรมานมาก ไม่มีห้องแต่งตัว ไม่มีห้องแต่งหน้า ต้องไปตามซอก ไม่มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องไปในห้องน้ำ ไม่มีอาหาร เออาร์ของผมเครียดมาก แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่ลำบากมากกับน้องทุกคนในการทำงาน แล้วมันก็เป็นแบบนี้มาเสมอจนเหมือนกับว่าได้รับความลำบากเหลือเกิน แต่ทำงานได้ มันได้รับการดูแลแบบนี้จริงๆ ผู้หญิง 20 คนกับช่างแต่งหน้ายังไม่เท่าไหร่ คอสตูมอีก ชุดประจำชาติที่ต้องการไปโชว์ แล้วการไปโชว์ครั้งนั้นก็ไปอยู่ในแพ็กที่เป็นคอมพลีเมนทารี เราทำงานเต็มความสามารถแล้ว แต่ว่าเราไม่ได้รับความอำนวยความสะดวก ซึ่งมันก็ลำบาก แต่ถามว่าโกรธมั้ย ก็แค่สงสัย แล้วมันก็เป็นแบบนี้จนน้องๆหรือทีมเออาร์ หรือที่บริษัทเขาก็รู้สึก เพราะเขาบอกว่าพอก่อน คือมันหลายครั้ง อันนั้นคือส่วนหนึ่ง” “อีกจุดหนึ่งที่ผมจะพูดขออนุญาตพูดถึงที่ทีการแท็กเรื่องของการเป็นสปอนเซอร์ บุญคุณกับการเป็นผู้สนับสนุนนั้นเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่สิ่งที่มากกว่านั้นก็คือ อันนี้ผมพูดถึงเรื่องทั่วไปแล้วกันนะ ว่าถ้าเกิดใครเป็นสปอนเซอร์คุณ แล้วจ่ายเงินช้าตลอด ช้ามากๆ ทวงแล้วทวงอีก และไม่จ่าย และช้ามากทุกครั้ง คุณจะรู้สึกเหนื่อยและล้ามั้ย สิ่งที่ผมพูดมันมีหลักฐานและหลักการชัดเจน ผมมีวันวางใบแจ้งหนี้วันที่ได้เงินทุกครั้ง จนสายป่านเส้นสุดท้ายผมขาด เมื่อปี 2561 ปีที่โกโก้ได้ เพราะเนื่องจากว่าบริษัทผมเตรียมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทผมก็มีนโยบายค่อนข้างสูง เรื่องของการยกหนี้ข้ามปี เนื่องจากมันจะเป็นโปรไฟล์ที่ไม่ดี แล้วเราต้องตัดเป็น ถ้าเกิดจะเข้าตลาดหลักทรัพย์มันต้องไปทำระบบอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องได้รับการอบรมจากบริษัท ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ที่สุด แต่ฝ่ายคอมเมอร์เชียล และบริษัทที่ปรึกษาในการพาเข้าตลาด บอกว่าให้ยุติการค้าการขายโฆษณา ให้กับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้คือเราได้เงินครบแล้ว เพียงแต่ว่ามันข้ามปี การที่เราทำงานไปนานแสนนาน ทำมาทุกอย่างให้หมดแล้ว จะลำบากแค่ไหนก็ทำหมดแล้ว แต่การตามเงิน เจ้าหน้าที่ทุกคนตามเต็มความสามารถแล้วไม่ได้” “แต่เรื่องอกตัญญู ก็นี่ไง ผมอธิบายไปหมดแล้ว นี่คือความจริง แล้วก็ไม่ได้โกรธด้วย หลังจากวันนั้นที่เคลียร์มาหมดแล้ว ก็ไม่ได้โกรธ แล้วก็ไม่ได้คุยเพราะมันเป็นนโยบายของที่บริษัทบอกให้ยุติบริษัทคู่ค้าบางประเภท เพื่อจะนำพาเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ให้ปลอดภัย แต่ไม่ใช่ว่าเขาผิด มันแค่ดีเลย์ หรือตัวเจ้าของบริษัทอาจจะไม่ทราบก็ได้ ผมไม่รู้ แต่มันเป็นแบบนี้ตลอด แล้วมันนานมาก คนสุดท้ายที่ตามกันหมดแล้ว ไม่ได้ ผมต้องเป็นคนตาม แล้วเวลาตามคนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมผมถึงโพสต์ เรื่องที่บอกว่าผมคอยวิจารณ์คนดังในแง่ลบ ต้องบอกจุดยืนของผมก่อนนะ ว่าผมเป็น Public Speaker ผมมีเพจ ไม่ใช่เฟซบุ๊ก สำหรับในการช่วยรณรงค์ เรื่องของสิทธิความเสมอภาค และการไม่เอาเปรียบกัน และการถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ผมทำมานาน ไม่ได้มาทำในเคสของใครคนหนึ่งคนใดเป็นเคสแรกหรือเคสที่สอง” ณวัฒน์ เล่าต่อว่า “ส่วนเรื่องที่ว่าต้องคุยเฉพาะเรื่องคนดังหรือเกาะคนดัง ผมไม่แน่ใจว่าแมสเสจคืออะไรแน่ๆ นะ เดี๋ยวจะพูดผิดไป ถ้าเกิดว่าเกาะคนดังจริงๆ ก็คงไม่ได้พูดถึงเขานะ ผมคงจะไปพูดถึงคนอื่น อันนี้พูดตรงๆ แต่ผมไม่ได้เกาะคน ผมเกาะเรื่องมากกว่า คนๆหนึ่งผมเคยสัมภาษณ์ไม่ต่ำกว่า 5-6 แอพพิโซด เป็นทอล์กโชว์ยาวๆ ผมเคยสนับสนุนเต็มความสามารถ ผมเคยผลักดันทุกอย่างที่คนคนหนึ่งอยากจะได้ ไม่ว่าอยากได้คำนำหน้าอะไรก็แล้วแต่ คุณลองไปดูเทปย้อนหลังกันได้ ว่าผมเชียร์ออกนอกหน้าขนาดไหน ผมท้าทายขอร้องรัฐบาล ขอร้องใครขนาดไหน ที่มีความรู้สึกว่าเป็นเพื่อน เป็นพันธมิตร เป็นลูกค้า ลองย้อนดูแล้วคุณจะรู้ ว่าผมทำอะไรลงไป แล้วผมก็ชื่นชมขนาดไหน นั่นคือสิ่งที่ผมมีมาตลอดเวลา แล้วผมก็ทำไปเยอะ ถึงขนาดผมเคยสนับสนุน ว่าคุณน่าจะเป็นคนแรกที่เป็นนักการเมืองได้ จุดแรงบันดาลใจกัน เพราะผมเห็นว่า ความเอาจริงเอาจัง ความเก่ง ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อวันที่เขาสัมภาษณ์ แต่ผมมาเห็นทีหลัง ผมมีความรู้สึกว่า มันไม่ใช่ท็อปปิกหรือหัวข้อที่เราเคยอยากผลักดัน มันเป็นการพูดเรื่องเรตที่ไม่ค่อยเหมาะสม แล้วสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้สิ่งที่เราเคยผลักดันเขา ในการสัมภาษณ์เนี่ย มันไปไม่ถึงฝั่งฝันหรอก แล้วผมก็เป็นคนชัดเจน ว่าผมเคยเต็มที่กับในประเด็นแบบนี้ไปแล้ว ผมก็ต้องถอยออกมา ว่าต่อไปนี้ผมไม่เกี่ยวแล้ว เพราะว่าสิ่งที่พูดไป ไม่ว่าด้วยความสนุกหรือความบันเทิง หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ มันทำให้เรารู้สึกว่า ตกใจเหมือนกัน เราชอบเขาในภาพลักษณ์เหมือนเดิม” “ถามว่าสถานะตอนนี้เป็นเพื่อนไหม ในสมัยก่อนก็น่าจะเป็นเพื่อนมั้งครับ ตอนนี้อ๋อ…ไม่เป็นไรครับ เอาจริงๆ เราไม่ได้ทำงานด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดกับว่าเจอกันแล้วจะไม่คุยกันนะครับ ถ้าเจอกันก็คุยกันได้ แต่เราไม่คุยเรื่องงาน ผมไม่สามารถสนับสนุนแนวทางแบบนี้ได้ ผมต้องบอกจุดยืนของผมอย่างชัดเจนถ้าจะมาธีมแบบนี้ผมก็ทำไม่ไหวจริงๆ แต่ถ้ามาธีมแบบเดิม เป็นคนทำงาน ผมก็ยินดีจะทำให้ แต่ถ้าเกิดว่าเปลี่ยนตัวเองมาพรีเซนต์แบบนี้แล้วโดยเฉพาะภาพต่างๆ ผมก็ไม่อยากให้มันเยอะขนาดนั้น”