TINA : THE ONE AND ONLY ‘QUEEN OF ROCK-AND-ROLL’
ดนตรี / ทิวา สาระจูฑะ
สมญานาม “ราชินีร็อค-แอนด์-โรลล์” “ราชินีร็อค-แอนด์-โซล” ไม่ได้มีไว้ใช้เรียกใคร นอกจาก ทินา เทอร์เนอร์ คนเดียวเท่านั้น
และเหมือนทุกชีวิตที่ต้องอำลาจากโลกนี้ไป ทินา สิ้นใจไปเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2023 ที่ผ่านมา ในวัย 83 ปีกว่า ณ บ้านของเธอที่เมืองคัสแน็คช์ ประเทศสวิตเวอร์แลนด์ หลังจากเจ็บป่วยมายาวนานหลายโรค
เส้นทางชีวิตของ ทินา (เธอเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงทศวรรษ 1990 ให้เรียกเธอสั้นๆว่า ‘ทินา’ ก็พอ) นับตั้งแต่ยังเป็น แอนนา เม บูลล็อค เด็กหญิงที่เกิดจากครอบครัวคนผิวสีชนชั้นแรงงานในนัทบุช, เทนเนสซี่ จนถึงการเป็นตำนานดนตรีที่ไม่มีใครลบเลือนได้ เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ขึ้นๆลงๆของทุกข์และสุข การส่องฉายประกายเจิดจ้าและดิ่งจมลงในความเจ็บปวดหมองหม่น ความตกต่ำและการกลับมาอย่างมั่นคงถาวร
ทินา เริ่มอาชีพดนตรีเมื่อเลิกราจากงานผู้ช่วยพยาบาล เข้าร่วมวง คิงส์ อ็อฟ ริธึ่ม ของ ไอค์ เทอร์เนอร์ ในปี 1957 ความสามารถที่โดดเด่นของ ทินา ทำให้เธอกลายเป็นนักร้องเอกประจำวง และต่อมาก็กลายเป็นภรรยาของ ไอค์ เทอร์เนอร์
ทั้งคู่ประสบความสำเร็จท่วมท้นในฐานะศิลปินคู่นาม ไอค์ แอนด์ ทินา เทอร์เนอร์ ด้วยเพลงฮิทติดอันดับสูงทั้งบนตารางเพลงป็อปและอาร์แอนด์บีหลายเพลง อย่าง "A Fool in Love", "It's Gonna Work Out Fine", "River Deep – Mountain High", "Nutbush City Limits" และ "Proud Mary" ซึ่งท่าเต้นประกอบเพลงหลังในการแสดงของ ทินา กลายเป็นท่าเต้นคลาสสิกที่สุดของวงการดนตรี ก่อนมาถึงท่าเต้นของ ไมเคิล แจ็คสัน ในเพลง “Beat It”
แต่ความสำเร็จก็มาพร้อมกับชีวิตครอบครัวที่แตกร้าว ไอค์ เทอร์เนอร์ ติดยาเสพติดอย่างหนัก มีผู้หญิงเข้ามาพัวพัน มีความริษยาที่ ทินา ได้รับความนิยมมากกว่าตนเองที่เป็นหัวหน้าวง เขาใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกาย ทินา จนในที่สุด ทั้งคู่ก็แยกทางกันในปี 1976 แต่คดีหย่าร้างมาสิ้นสุดหลังจากนั้นอีก 2 ปี และสถานะศิลปินคู่ก็จบลง
การแยกทางทำให้ชื่อเสียงของแต่ละคนตกต่ำลง ทินา ต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงลูกด้วยการตระเวนแสดงไปทั่วโลก ซึ่งส่วนมากไม่ใช่การแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่เหมือนที่เคย เป็นการแสดงตามโรงแรม ช่วงนี้ทำให้ ทินา หันไปเรียนรู้ศาสนาพุทธเพื่อความสงบของจิตใจ ซึ่งภายหลังเธอยอมรับว่า เธอเป็น “พุทธ-แบ๊บติสต์” คือ ยังคงนับถือศาสนาเดิมของเธอด้วย
หลังจากนั้น ทินา เริ่มออกอัลบั้มในฐานะศิลปินเดี่ยวเต็มตัว (อันที่จริง เธอเคยออกอัลบั้มเดี่ยวมาแล้ว 2 ชุดในปี 1974 และ 1975 แต่ยังเป็นการร่วมงานกับ ไอค์ เทอร์เนอร์) ความสำเร็จยิ่งใหญ่มาถึงเมื่อเธอออกอัลบั้ม Private Dancer พร้อมเพลง "What's Love Got to Do with It" ซึ่งติดอันดับ 1 บนตารางซิงเกิ้ล บิลบอร์ด ฮ็อท 100 และได้รางวัล แกรมมี่ สาขา เรคอร์ด อ็อฟ เดอะ เยียร์
ขณะนั้น ทินา อายุ 44 ปีแล้ว ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินหญิงอายุมากที่สุดที่มีซิงเกิ้ลติดอันดับ 1 ตามด้วยเพลงฮิทอีกเป็นทิวแถว กับ "Better Be Good to Me", "Private Dancer", "We Don't Need Another Hero (Thunderdome)", "Typical Male", "The Best", "I Don't Wanna Fight" และ "GoldenEye" การทัวร์คอนเสิร์ท Break Every Rule World Tour ในปี 1988 เคยถูกบันทึกโดย กินเนสส์ ว่า เป็นคอนเสิร์ทเก็บเงินที่มีผู้ชมมากที่สุดสำหรับศิลปินเดี่ยว คือ180,000 คน
ทินา ขายอัลบั้มรวมทั่วโลกได้มากกว่า 100 ล้านชุด ทำให้เธอเป็นหนึ่งในศิลปินที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมถึง แกรมมี่ 12 รางวัล และถูกบันทึกชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศแห่งร็อค-แอนด์-โรลล์ 2 ครั้ง ในนาม ไอค์ แอนด์ ทินา เทอร์เนอร์ และในนามตัวเธอเอง
คนมากมายมารับรู้ชีวิตที่เปี่ยมสุขและระคนทุกข์ของเธอจากหนังเรื่อง What's Love Got to Do with It ในปี 1993 ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสืออัตชีวประวัติ I, Tina: My Life Story ที่ออกขายเมื่อปี 1986 นอกจากนี้ยังมีหนังสือของเธอออกมาอีก 3 เล่ม ตอนหลังยังมีการทำละครเวทีชีวิตของเธอเรื่อง The Tina Turner Musical ในปี 2018
ทินา ออกอัลบั้มสุดท้าย Twenty Four Seven เมื่อปี 1999 แต่ยังคงเปิดทัวร์เรื่อยมา จนกระทั่งปี 2009 จึงประกาศอำลาวงการหลังจากเสร็จสิ้นการทัวร์ Tina!: 50th Anniversary Tour หนึ่งในทัวร์ที่ทำรายได้สูงสุดหลังปี 2000
ครั้งหนึ่งในช่วงปลายของชีวิต ทินา เคยให้สัมภาษณ์ว่า ทินา เทอร์เนอร์ นั้นเป็นตัวตนหนึ่งของเธอในการแสดง เธอทุ่มเทและแสดงอย่างสุดหัวใจทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเพื่อมอบความสุขให้แฟนเพลง แต่อีกชีวิตที่เธอชอบมากกว่าและเป็นตัวตนของเธอจริงๆ คือชีวิตที่เรียบง่ายของ แอนนา เม บูลล็อค