เจ้าของรถโผล่แจ้งเคลมน้ำท่วมสกลนครแล้ว90กว่าคัน วิริยะฯรับเละ55คัน ลูกค้าธกส.ประกันข้าวนาปี เสียหายแล้ว7หมื่นกว่าไร่ ประเดิมกติกาใหม่จ่ายไร่ละ1,260บ.
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมจังหวัดสกลนครตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) พบว่า จากอิทธิพลของพายุเซินกา ได้ทำให้ฝนตกหนักและน้ำไหลหลากในพื้นที่ 7 อำเภอ 38 ตำบล 351 หมู่บ้าน ของจังหวัดสกลนคร โดยขณะนี้มีราษฎรได้รับผลกระทบ 7,846 ครัวเรือน 23,538 คน สำหรับรถยนต์ที่จมน้ำเสียหายมีจำนวนมากกว่า 300 คัน
ในเบื้องต้นมีพี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของรถยนต์เสียหายแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยเข้ามาแล้วจำนวนกว่า 90 คันด้วยกัน ได้แก่ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน) 55 คัน บมจ.อาคนเย์ฯ 7 คัน ทิพยประกันภัย 7 คัน ไอโออิฯ 3 คัน เมืองไทยประกันภัย 7คัน นวกิจประกันภัย 3 คัน เอเชียประกันภัย 3 คัน กรุงไทยประกันภัย 1 คัน โตเกียวมารีนประกันภัย 2 คัน ไทยประกันภัย 1 คัน ที่เหลือประปรายแห่งละ 1 คัน
ส่วนความเสียหายจากน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดสกลนครขณะนี้พบว่า ที่เป็นลูกค้าธนาคารเกษตรและสหกรณ์เกษตร(ธกส.)และมีการทำประกันข้าวนาปีเสียหายแล้ว 7 หมื่นกว่าไร่ ส่วนที่ไม่ใช่ลูกค้าธกส.และมีการทำประกันข้าวนาปีก็มี แต่ยังไม่ทราบจำนวน ต้องรอให้ทางปภ.ได้รวบรวมตัวเลขอีกครั้งหนึ่งหลังน้ำลด
ทั้งนี้นับเป็นความโชคดี เพราะลูกค้าธกส.เพิ่งจะรับประกันข้าวนาปีเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 ที่ผ่านมานี้เอง หลังมติคณะรัฐมนตรีได้มีประกาศแบบประกันและเงื่อนไขในการรับประกันข้าวนาปีออกมาใหม่ โดยคปภ.ได้ผ่านความเห็นชอบและเสนอครม.อนุมัติ ซึ่งเท่ากับเกษตรกรชาวนาทั้งที่เป็นลูกค้าธกส.และไม่ใช่ลูกค้าธกส.ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม หากมีการซื้อประกันข้าวนาปีไว้ตามเงื่อนไขใหม่ ก็จะได้รับความคุ้มครองในวงเงินสูงขึ้นจากเดิมคุ้มครองเพียง 1,111 บาทต่อไร่ ก็จะได้รับ 1,260 บาทต่อไร่ทันที ซึ่งถือเป็นการประเดิมความคุ้มครองประกันข้าวนาปีภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองแบบใหม่ที่ครม.เพิ่งอนุมัติให้ความเห็นชอบ
ต่อเรื่องนี้ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคปภ. กล่าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการเป็นประธานเปิดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต(บางใหญ่)ช่วงเช้าวันนี้(29 ก.ค.60)ว่า ขณะนี้ได้ส่งผอ.คปภ.จังหวัดสกลนครและผอ.ภาคที่ขอนแก่นลงพื้นที่ประสานงานกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยให้ความช่วยเหลือเร่งรัดดูแลค่าสินไหมและซ่อมแซมทรัพย์สินให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนแล้ว โดยร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้มากที่สุด ขณะเดียวกันยังได้พูดคุยกับทางผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตหลายแห่งในการจะทำอย่างไรในการใช้ระบบซีเอสอาร์และใช้ระบบประกันภัยในการเข้ามาบริหารความเสี่ยงและช่วยเหลือเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยเวลานี้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันคปภ.เองก็ได้มีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกับปภ.ไปแล้ว ซึ่งก็มีการตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยร่วมกันเวลานี้
สำหรับความเสียหายข้าวนาปีขณะนี้เท่าที่ได้รับรายงาน จากพื้นที่เกษตรกรรมเป้าหมายที่ธกส.ตั้งไว้สำหรับการประกันข้าวนาปี 2 ล้านไร่ ปรากฎว่า มีลูกค้าธกส.เข้ามาทำประกันข้าวนาปีประมาณ 50% หรือล้านไร่
ขณะนี้พบว่ามีความเสียหายอยู่ประมาณ 20% ซึ่งน่าเสียดายเกษตรกรบางท่านยังอาจไม่คุ้นกับระบบประกันภัย จึงยังไม่ทำก็มี จริงๆแล้วทางคปภ.ก็ได้ร่วมมือกับทางธกส.ในการปรับเงื่อนไขให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรมาตลอด โดยมีการลดอัตราเบี้ยประกันลง แต่พี่น้องเกษตรกรยังไม่ค่อยเข้ามาทำกัน ถ้าหากมาทำ ระบบประกันภัยก็จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลและช่วยบรรเทาความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรได้
“จริงๆแล้วคปภ.เราได้ให้ความสำคัญโดยเฉพาะภาคอีสานอย่างมาก เราได้ไปเตรียมความพร้อมกว่าหน่วยงานใดๆ สำหรับเรื่องประกันข้าวนาปี โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทางคปภ.เองก็ได้ทำงานเร็วขึ้นในเรื่องของลงพื้นที่พบปะกับชุมชนในพื้นที่ กระทั่งได้มีการจัดอบรมให้ความรู้ในหลายจังหวัด แม้กระทั่งจังหวัดสกลนครเอง ทั้งโครงการเทรนนิ่งฟอร์เดอะเทรนเนอร์ จนกระทั่งได้ออกแบบประกันข้าวนาปีและทำเบี้ยประกันออกมาให้ถูกลง และเปิดจำหน่าย ซึ่งเร็วกว่าปีที่ผ่านๆมามาก"
ในเย็นวันเดียวกันนี้(29 ก.ค.2560) ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯคปภ. ได้ออกแถลงการณ์มาว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสาน ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำเกินความจุกักเก็บ ทำให้ระดับน้ำโขงหนุนสูง ลำน้ำสาขาสายหลัก ที่รองรับน้ำเกิดปัญหาเอ่อล้น เข้าท่วมหลายจังหวัดและขณะนี้ยังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสกลนคร และจังหวัดนครพนม ที่น้ำยังเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มทั้งพื้นที่การเกษตร ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเสียหายทั้งบ้านเรือนและทรัพย์สิน ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรเป็นอย่างมาก
สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้สำนักงาน คปภ. ภาค 3(ขอนแก่น) ภาค 4(นครราชสีมา) และภาค5(อุบลราชธานี) บูรณาการในการทำงานร่วมกัน โดยเปิดเป็นศูนย์เพื่อดำเนินการช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ รวมทั้ง สั่งการให้คณะทำงานช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยประสานงานให้บริษัทประกันภัยสำรวจและสรุปรายงานความเสียหาย เพื่อจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้โดยเร็วต่อไป พร้อมทั้งให้รายงานให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงาน คปภ. เพื่อประสานความร่วมมือด้านข้อมูลการจัดทำประกันภัยของผู้ประสบภัย ประสานงานการสำรวจภัย และการประเมินความเสียหาย รวมทั้งรวบรวมข้อมูลความเสียหาย เพื่อติดตาม เร่งรัด ให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม
เลขาธิการคปภ. กล่าวด้วยว่ากรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองกรณีน้ำท่วม ได้แก่ กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย และซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติม กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยแบบประหยัดสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ(ประเภท 1) หรือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภทอื่นที่ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติเพิ่มเติมกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR)รวมถึงกรมธรรม์ประกันชีวิต สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ที่เกษตรกรได้ซื้อไปแล้ว จะได้รับความคุ้มครองจากภัยน้ำท่วมหรือฝนตกหนักด้วย ซึ่งเกษตรกรจะได้รับวงเงินคุ้มครอง1,260 บาทต่อไร่ ดังนั้นขอให้เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนได้ที่ ธ.ก.ส. และขอให้ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบกรมธรรม์ด้วยว่าเป็นแบบใดและคุ้มครองเพียงใด ซึ่งหากมีข้อสงสัยให้ประสานงานกับบริษัทที่รับประกันภัยหรือสายด่วน คปภ. 1186 โดยอย่าหลงเชื่อคำแอบอ้างใดๆทั้งสิ้น
"สถานการณ์จากภัยธรรมชาติไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า การมีความคุ้มครองจากการประกันภัยไว้ จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ กรมธรรม์ปรันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 สามารถให้ความคุ้มครองความเสี่ยงภัยนี้ได้ ซึ่งยังคงเปิดจำหน่ายถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ของทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เพื่อที่จะได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัย เนื่องจากความเสียหายต่างๆเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ค่อนข้างต่ำ ไม่คงที่และบางรายต้องสูญเสียที่ดินทำกิน จึงจำเป็นต้องมีระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและยกระดับรายได้ ตลอดจนสร้างความมั่นคง ในอาชีพให้กับเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน" ดร.สุทธิพล กล่าวในที่สุด