ช็อกโลก! "ทำเนียบขาว" ประกาศเลิกจ้าง "ข้าราชการสหรัฐฯ" กว่า 7 แสนคน ภายใน 2 วัน หลังรัฐบาลปิดทำการ (ชัตดาวน์)
เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ทำเนียบขาว แถลงว่า การเลิกจ้างพนักงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จำนวนมาก จะเริ่มต้นขึ้นภายใน 2 วัน ท่ามกลางความวุ่นวายจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) ครั้งแรก ในรอบเกือบ 7 ปี ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน
การปิดหน่วยงานเริ่มขึ้นเมื่อวันพุธ หลังจากที่พรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องแผนงบประมาณใหม่ได้ก่อนเส้นตายเที่ยงคืน ส่งผลให้หน่วยงานรัฐจำนวนมากต้องหยุดทำการ
จนถึงขณะนี้ แทบไม่มีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมประนีประนอม และการลงมติยุติการปิดหน่วยงานก็ล้มเหลวเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเริ่มต้น วุฒิสภาจึงต้องปิดสมัยประชุม ทำให้เกิดความกังวลว่าการปิดหน่วยงานครั้งนี้อาจยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง รวมถึงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์
ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อบ่ายวันพุธ "เจ.ดี. แวนซ์" รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปรากฏตัวร่วมกับ "แคโรไลน์ ลีวิตต์" โฆษกหญิงทำเนียบขาว โดยแวนซ์กล่าวหาพรรคเดโมแครตว่ากำลัง “เล่นเกมการเมือง”
“หากพวกเขากังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชาวอเมริกันจริง สิ่งที่ควรทำคือเปิดหน่วยงานรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ใช่บ่นเกี่ยวกับการตอบสนองของเรา” แวนซ์ กล่าว
ลีวิตต์ เสริมว่า การเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากจะเกิดขึ้นภายใน 2 วัน พร้อมกล่าวว่า “บางครั้งคุณต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ” พร้อมชี้นิ้วโทษว่าพรรคเดโมแครตเป็นผู้ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นการปะทะทางการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดระหว่างทั้งสองพรรคในรอบหลายปี โดย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำวุฒิสภาพรรคเดโมแครต กล่าวหาพรรครีพับลิกันว่า “กลั่นแกล้ง” เพื่อบีบให้เดโมแครตยอมรับร่างแผนระดมทุนของพวกเขา
พรรคเดโมแครตยืนยันว่าต้องการรับประกันงบประมาณด้านสาธารณสุขก่อนลงนามในข้อตกลงการใช้จ่าย ขณะที่พรรครีพับลิกันต้องการใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อดำเนินงานรัฐบาลต่อไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมจัดสรรงบประมาณในระดับเดิม
เดโมแครตยอมให้รัฐบาลปิดทำการเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขของชาวอเมริกันรายได้น้อย โดยยืนยันว่าความพยายามเจรจากับรีพับลิกันยังไม่เห็นผลสำเร็จ
“ทำไมพวกเขาถึงคว่ำบาตรการเจรจา? ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” คริส เมอร์ฟีย์ วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐคอนเนตทิคัต กล่าว
ด้านพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสแต่ไม่ถึง 60 เสียงที่จำเป็นสำหรับผ่านร่างงบประมาณ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องสวัสดิการ แต่คือ “การเปิดรัฐบาลให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของใครชนะหรือแพ้ แต่เป็นเรื่องของประชาชนอเมริกัน” จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าว
รีพับลิกันยังโต้แย้งว่า การขยายสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขที่เดโมแครตเสนอจะสร้างภาระทางการเงินให้ผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยมองว่าเป็นนโยบายที่หมดความจำเป็นหลังยุคโควิด
เจ้าหน้าที่ภาครัฐบางส่วน เช่น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและทหาร จะต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วจะได้รับค่าจ้างย้อนหลังภายหลัง
นักวิเคราะห์ประเมินว่าการปิดหน่วยงานครั้งนี้จะรุนแรงกว่าปี 2018 โดยคาดว่าพนักงานรัฐบาลกลางกว่า 40% หรือราว 750,000 คน จะถูกพักงานชั่วคราว
แวนซ์เตือนว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย “เราจะต้องเลิกจ้างคน” พร้อมกล่าวอ้างว่าการปิดหน่วยงานเกิดจากการที่สมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนต้องการขยายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งพรรคเดโมแครตปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“ยังไม่มีใครในพรรคเดโมแครตพูดว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของรัฐบาลกลาง” ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร กล่าว
ทั้งนี้ รัสเซลล์ วอห์ท หัวหน้าฝ่ายงบประมาณของทำเนียบขาว ได้ให้ข้อมูลลับแก่พรรครีพับลิกันเกี่ยวกับแนวทางการเลิกจ้าง แต่ยังไม่มีรายละเอียดเปิดเผยต่อสาธารณะ
ในรัฐสภาสหรัฐฯ ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ โดย ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน กล่าวย้ำว่า “ไม่มีอะไรต้องเจรจาอีกแล้ว ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยน”
คาดว่าสภาคองเกรสจะมีการลงมติอีกครั้งเกี่ยวกับร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นที่พรรครีพับลิกันเสนอในวันศุกร์นี้
#ทำเนียบขาว #เลิกจ้างข้าราชการสหรัฐ #รัฐบาลสหรัฐปิดทำการ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวร้อนต่างประเทศ #ข่าวโลกวันนี้ #ข่าวสหรัฐอเมริกา #วิเคราะห์การเมืองโลก #ShutdownUSA #ข่าวไวรัล