ประเด็นข่าวรอบโลก (10 พ.ย.68) "สหรัฐฯ" ใกล้ปิดฉาก "ชัตดาวน์" / "ดาวโจนส์" พุ่ง 162 จุด / จับตา "จีน" ทำเซอร์ไพรส์ปลดแบนสินค้า
ตลาดการเงินโลกรับข่าวดีอย่างคึกคักในเช้าวันนี้ (10 พ.ย. 2568) โดยเฉพาะดัชนี ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ ที่ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังมีสัญญาณชัดเจนบ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติวิกฤตการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ "ชัตดาวน์" ที่ยืดเยื้อมานาน โดย ณ เวลา 07.07 น. ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 162 จุด หรือคิดเป็น +0.34% แตะที่ระดับ 47,247 จุด ความหวังในการยุติภาวะชัตดาวน์นั้นมีแนวโน้มเป็นจริงมากขึ้น หลังจากมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า กลุ่มวุฒิสมาชิกสายกลางของพรรคเดโมแครตได้ตกลงที่จะสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง และยังมีการจัดสรรเงินทุนให้กับบางกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ สำหรับใช้จ่ายในปีหน้า โดยข้อตกลงดังกล่าวจะเห็นชอบให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเต็มปีให้กับกระทรวงเกษตร กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก และสภาคองเกรสเอง ขณะเดียวกันก็จะจัดสรรงบประมาณสำหรับหน่วยงานอื่น ๆ ไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่งร่างกฎหมายนี้จะช่วยให้พนักงานของรัฐบาลกลางที่ถูกสั่งให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างจะได้รับเงินเดือน รวมถึงจะดำเนินการจ่ายเงินของรัฐบาลกลางให้กับรัฐและหน่วยงานท้องถิ่นที่ถูกระงับไปก่อนหน้านี้ด้วย
ท่ามกลางภาวะชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ บริษัทวิจัยตลาด ยูโกฟ (YouGov) ได้เผยผลสำรวจล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 32% โทษว่าเป็นความผิดของพรรคเดโมแครต ขณะที่ 35% โทษพรรครีพับลิกัน ส่วน 28% มองว่าทั้งสองพรรคต้องรับผิดชอบพอ ๆ กัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนผู้ตอบแบบสำรวจที่โทษพรรครีพับลิกันลดลง 4 จุดเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สัดส่วนผู้ที่มองว่าทั้งสองฝ่ายผิดเพิ่มขึ้น 4 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจประมาณหนึ่งในสาม หรือ 33% กล่าวว่าภาวะชัตดาวน์ส่งผลกระทบต่อพวกเขามากหรือค่อนข้างมาก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 21% ในการสำรวจครั้งก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการค้า จีน ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกด้วยการประกาศระงับมาตรการห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง หรือ Dual-use Items ที่เกี่ยวข้องกับแกลเลียม เจอร์เมเนียม พลวง และวัสดุซูเปอร์ฮาร์ด ไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมาตรการห้ามส่งออกดังกล่าวเคยถูกกระทรวงพาณิชย์จีนประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2567 และการประกาศระงับมาตรการในครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569 แม้กระทรวงฯ จะไม่ได้ให้รายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมก็ตาม ก่อนหน้านี้เพียงวันศุกร์ที่ผ่านมา (7 พ.ย.) จีนก็เพิ่งประกาศระงับมาตรการควบคุมการส่งออกอื่น ๆ ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดในการส่งออกแร่หายาก (rare earth) และวัสดุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมอีกด้วย
ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยังได้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่เคยลดลง 0.3% ในเดือนกันยายน ส่วน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาสินค้าหน้าโรงงาน ลดลง 2.1% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องยาวนานถึง 37 เดือน แต่เป็นการลดลงในอัตราที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.2% หลังจากที่ลดลง 2.3% ในเดือนกันยายน
ในภาคเทคโนโลยี เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ อินวิเดีย (Nvidia) ได้เปิดเผยว่า เขาได้ร้องขอให้บริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (TSMC) เพิ่มกำลังการผลิตชิปให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยหวงระบุระหว่างเข้าร่วมงานกีฬาประจำปีของ TSMC ที่เมืองซินจู๋ ประเทศไต้หวันว่า ธุรกิจของอินวิเดียมีการขยายตัวอย่างมั่นคงและเติบโตเพิ่มขึ้นในทุก ๆ เดือน พร้อมทั้งเผยว่า ซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำ AI ทั้งสามรายของบริษัท ได้แก่ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix), ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology) ต่างได้เร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของอินวิเดียแล้ว
ด้านอุตสาหกรรมยา บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ได้บรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่ในการเข้าซื้อกิจการบริษัท เมตเซรา (Metsera) ด้วยมูลค่ารวมสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการปิดฉากการแข่งประมูลที่ดุเดือดกับบริษัทโนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) เพื่อครอบครองสตาร์ตอัปด้านยาลดน้ำหนักที่มีศักยภาพรายนี้ โดยเมตเซราเปิดเผยว่า ไฟเซอร์จะจ่ายเงินสูงสุด 86.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดเริ่มต้น 65.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น และอาจมีการจ่ายเพิ่มได้อีกสูงสุด 20.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในอนาคตได้ ส่วนโนโว นอร์ดิสค์ได้ออกแถลงการณ์ว่า หลังจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว บริษัทตัดสินใจที่จะไม่เพิ่มข้อเสนอซื้อกิจการเมตเซรา แต่ยืนยันว่าจะยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนและเข้าซื้อกิจการที่สอดคล้องกับเกณฑ์ผลตอบแทน การจัดสรรเงินทุน และยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทต่อไป
ปิดท้ายที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม กล่าวเน้นย้ำว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไตรมาสที่ 4 ต้องเติบโตอย่างน้อย 8.4% หากประเทศต้องการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งไว้ในปี 2568 ซึ่งมากกว่า 8% โดยนายกฯ จิ๋งห์ยอมรับว่า ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ เช่น การดึงดูดโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เนื่องด้วยประเด็นเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้การส่งออกชะลอตัว การบริโภคภายในประเทศจนถึงเดือนตุลาคมยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ระดับ 12% และการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐยังมีความล่าช้า ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มตลาดร่วมของอเมริกาใต้ (Mercosur) และสภาความร่วมมือของประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย (GCC) เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น
#ข่าวเศรษฐกิจโลก #สหรัฐชัตดาวน์ #ดาวโจนส์ #จีนสหรัฐ #เศรษฐกิจจีน #Nvidia #Pfizer #ยาAI #เวียดนามGDP