"กัมพูชา" ร้อง "คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ" อ้างไทยใช้อาวุธรุกราน ละเมิดอธิปไตย เหตุปะทะชายแดน 7–8 ธ.ค.

ต่างประเทศ11 ธ.ค. 2568 • 10:41 น.
"กัมพูชา" ร้อง "คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ" อ้างไทยใช้อาวุธรุกราน ละเมิดอธิปไตย เหตุปะทะชายแดน 7–8 ธ.ค.

วันที่ 11 ธ.ค. 2568 The Phnom Penh Post รายงานว่า นายแก้ว เจีย ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ส่งหนังสือถึงผู้แทนถาวรสโลวีเนียประจำสหประชาชาติ ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประจำเดือนธันวาคม 2025 เพื่อร้องเรียนการกระทำของกองทัพไทยตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 10 ธ.ค. มีความยาว 4 หน้า โดยกัมพูชาระบุไทม์ไลน์เหตุการณ์ตั้งแต่เวลา 14.15 น. วันที่ 7 ธ.ค. ต่อเนื่องถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 8 ธ.ค. โดยกล่าวหาว่ากองทัพไทยใช้กระสุนจริง ปืนใหญ่ รถถัง อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบินรบ และควันพิษ โจมตีหลายพื้นที่ในจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย รวมถึงขยายการโจมตีไปยังพื้นที่นอกจุดสู้รบและเขตพลเรือน ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมที่ลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ในหนังสือ กัมพูชาระบุว่า การโจมตีของไทยทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ความเสียหายต่ออาคาร บ้านเรือน และโบราณสถาน รวมถึงปราสาทพระวิหาร พร้อมระบุว่ากองทัพกัมพูชาได้ใช้ความยับยั้งชั่งใจเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยความเคารพต่อถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ก่อนจะตัดสินใจใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ

กัมพูชายังย้ำว่า ท่าทีของไทยเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมที่กัวลาลัมเปอร์ ทั้งยังชี้ว่าไทยเป็นฝ่ายประกาศระงับถ้อยแถลง ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารบนพื้นฐานของแผนที่ฝ่ายเดียวที่ขัดกับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชาระบุว่าเป็นแผนที่ซึ่งเห็นชอบร่วมกันตามสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส

ในหนังสือถึง UNSC กัมพูชาได้เรียกร้อง 5 ประเด็น ได้แก่ ขอให้ UNSC ประณามไทยจากการใช้อาวุธรุกรานกัมพูชา ,ขอให้ไทยยุติการโจมตีทันที 3.ขอให้ไทยหยุดใช้อาวุธละเมิดอธิปไตยกัมพูชา ,ให้ไทยหยุดการใช้ความรุนแรงที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เช่น การโจมตีพื้นที่พลเรือน ,ขอให้สหประชาชาติจัดตั้งภารกิจสืบหาข้อเท็จจริง และสอบสวนการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายระหว่างประเทศของไทย

ผู้แทนถาวรกัมพูชาสรุปท้ายหนังสือว่า การกระทำของไทยไม่เพียงเป็นการโจมตีกัมพูชา แต่ยังเป็นการดูหมิ่นกฎหมายระหว่างประเทศและอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมเรียกร้องให้ UNSC ดำเนินท่าทีที่เด็ดขาดต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อมูล/ภาพ จาก The Phnom Penh Post