ดร.ปณิธาน เปิดเบื้องหลัง “MEGA War” ปฏิบัติการสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์โลกใหม่
วันที่ 7 ม.ค.68 เพจ หมาเฝ้าบ้าน เจาะลึก “MEGA War” ยุคสงครามเพื่อความยิ่งใหญ่: เมื่อสหรัฐฯ พลิกเกมจับ “มาดูโร” สะเทือนระเบียบโลก อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์โดย รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ระบุว่า
ปี 2569 โลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ เมื่อมหาอำนาจเริ่มหันหลังให้กับกติกาสากลและหันมาใช้ “กำลัง” เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างชัดเจนขึ้น
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ออกมาวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ผ่านบทความ “The New Age of MEGA War” โดยชี้ว่า ปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา คือสัญญาณเริ่มของ “สงครามเพื่อความยิ่งใหญ่” ในบริบทโลกใหม่
❏ เปิดฉาก “Absolute Resolve” ปฐมบท MEGA War
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 สหรัฐอเมริกาได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกด้วยปฏิบัติการ “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมภริยา นำตัวขึ้นศาลที่นิวยอร์กในข้อหา “ก่อการร้ายยาเสพติด” (Narco-terrorism)
อาจารย์ปณิธาน ชี้ว่า นี่ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้นำต่างชาติ แต่เป็นภาพสะท้อนของ MEGA War (Make ME Great Again) หรือสงครามเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง ซึ่งต่างจากสงครามในอดีตตรงที่มหาอำนาจในยุคการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Competition) มองว่าการทำ
สงครามแบบผสมผสาน (Hybrid Warfare) เพื่อผลประโยชน์ความมั่นคง เป็นสิ่งที่ “ทำได้” และ “จำเป็น”
❏ เบื้องหลังยุทธศาสตร์: ทรัพยากรและหลักการมอนโร
ความสำเร็จของปฏิบัติการนี้สอดคล้องกับนโยบาย “Make AMERICA Great Again” (MAGA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 โดยเน้นการฟื้นตัวของอเมริกาอย่างรวดเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามอาจารย์ปณิธาน วิเคราะห์ลึกลงไปว่า แรงจูงใจที่แท้จริงคือการปัดฝุ่น “หลักการมอนโร” (Monroe Doctrine)เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซียในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงาน
เวเนซุเอลาครอบครองปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก (กว่า 3 แสนล้านบาร์เรล) และแหล่งแร่หายาก (Rare Earth Elements) ในเขต Orinoco Mining Arc มูลค่ามหาศาล สหรัฐฯ จึงมองว่าการปล่อยให้ขั้วอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงพื้นที่หลังบ้านของตน เป็นภัยคุกคามที่ยอมรับไม่ได้ ประกอบกับปัญหายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย ทำให้ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้มีความชอบธรรมในมุมมองของวอชิงตัน
❏ 3 ฉากทัศน์อนาคตเวเนซุเอลา
หลังสิ้นสุดปฏิบัติการทางทหาร อาจารย์ปณิธาน ประเมินฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นไว้ 3 รูปแบบ:
1. การเจรจาต่อรอง (มีความเป็นไปได้สูงสุด): สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการเพื่อไม่ให้บานปลาย และเจรจากับรักษาการประธานาธิบดีจากรัฐบาลเดิม เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และกำหนดทิศทางประเทศ
2. การล้มกระดาน: สนับสนุนให้โค่นล้มเครือข่ายอำนาจเก่าทั้งหมดและตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เป็นไปได้ยากเนื่องจากฝ่ายค้านยังอ่อนแอ
3. การยึดครองแบบเบ็ดเสร็จ: หากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ อาจใช้สงครามแบบ Hybrid เข้าควบคุมและจัดตั้งรัฐบาลใหม่เอง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง
❏ ผลกระทบต่อไทย: หมดเวลา “เป็นกลาง”?
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยทั้งด้านราคาพลังงานและการลงทุน แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือ “จุดยืนทางการทูต”
ในอดีตสมัยสงครามเย็น (กรณีสหรัฐฯ บุกปานามา ปี 2532) ไทยเคยสามารถวางตัวเป็นกลางและงดออกเสียงในเวทีสหประชาชาติได้ แต่ในบริบทใหม่ที่ความขัดแย้งของมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น แต่ในครั้งนี้ไทยอาจถูกบีบให้เลือกข้างชัดเจนขึ้น แม้กระทรวงการต่างประเทศจะออกแถลงการณ์เรียกร้องสันติภาพตามธรรมเนียม แต่ในทางปฏิบัติ ไทยอาจถูกผลักไปอยู่ฝ่ายเดียวกับจีนและรัสเซียโดยปริยาย หากสหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายแบบฝ่ายเดียว (Unilateral) เช่นนี้
❏ โลกสู่ยุค “สงครามตลอดกาล”?
บทความทิ้งท้ายด้วยคำเตือนที่น่าคิดว่า โลกกำลังถอยหลังกลับไปสู่ยุคที่ “กฎหมายระหว่างประเทศ” มีความหมายน้อยกว่า “กำลังทหาร” การที่สหรัฐฯ เปลี่ยนรัฐบาลประเทศอื่นได้โดยไม่สนใจกติกาโลก อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้มหาอำนาจอื่นทำตาม (เช่น จีน-ไต้หวัน) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น โลกอาจต้องเผชิญกับสภาวะ “Forever War” หรือสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดในอนาคตอันใกล้