ศึกชิงจ้าวยุทธจักรแดนหม่อง?
แม้เริ่มได้กลิ่นโชยมาหลายเพลา แต่พอถึงเวลาเกิดเหตุการณ์เข้าจริงๆ ก็อดตระหนกตกใจกันเสียมิได้
สำหรับ เหตุการณ์รัฐประหารที่ “เมียนมา” เจ้าของฉายาแดนหม่อง ซึ่งปะทุอุบัติขึ้นเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ผ่านมา
โดยบรรดาแกนนำของรัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของนางออง ซาน ซูจี ถูกทหารควบคุมตัวไปถ้วนหน้า พร้อมสมาชิกระดับแกนนำของ “พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “เอ็นแอลดี” ก่อนที่ทาง “ตั๊ดมาดอว์” คือ กองทัพของเมียนมาภายใต้ผู้บัญชาการสูงสุด “พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ขุนทหารผู้เคยมาฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรมต่อ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” รัฐบุรุษของไทยเรา จะระดมกำลังทหารไปประจำการตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งในกรุงเนปิดอว์ และนครย่างกุ้ง พร้อมประกาศสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน และแต่งตั้ง “พล.อ.มินต์ ส่วย” เป็น “ประธานาธิบดีหุ่นเชิด” ในฐานะ “รักษาการประธานาธิบดี” โดยมีกำหนดการให้ชาวเมียนมาต้องเผชิญกับทั้งสถานการณ์ภาวะฉุกเฉินและรักษาการประธานาธิบดีคนนี้เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมียนมา ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แบบที่ผลเลือกตั้งออกมาแล้วเป็นที่น่าพอใจของทางกองทัพ “ตั๊ดมาดอว์”
ข้อกล่าวหาที่ทำให้กองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ต้องออกมา “เอ็กเซอร์ไซส์” ทำรัฐประหารโดยที่ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะอ้างว่ามาตรา 417 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2008 (พ.ศ. 2551) เปิดทางให้ ผ่านวาทกรรมว่า “การประกาศสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน” นั้น ก็ระบุว่า เพราะมี “โกงเลือกตั้ง” กันขึ้น ในการเลือกตั้งทั่วไป ที่มีขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว
ไม่ว่าจะเรื่องร้องเรียนรายชื่อซ้ำซ้อน การตัดสิทธิลงคะแนนของคนบางกลุ่ม เช่น ชมกลุ่มน้อย เป็นต้น การยกเลิกหน่วยเลือกตั้งบางรัฐ เช่น รัฐยะไข่ รัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ เป็นต้น ด้วยข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย การจัดเลือกตั้งล่วงหน้าแบบมีช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การโกงได้ง่ายๆ
ทว่า ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏว่า พลพรรคของ “เอ็นแอลดี” ของนางออง ซาน ซูจี กวาดชัยชนะมาได้อย่างถล่มทลาย ยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2015 (พ.ศ. 2558) ด้วยซ้ำ โดยสภาประชาชน หรือสภาล่าง หรือ ส.ส. ได้ถึง 258 ที่นั่ง ส่วนสภาชนชาติ หรือสภาสูง ได้ 138 ที่นั่ง รวมทั้งสองสภาได้ 396 ที่นั่ง สวนทางแตกต่างจาก “พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา” หรือ “ยูเอสดีพี” พรรคทหาร และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้ที่นั่งสภาล่าง 26 ที่นั่ง และสภาสูงได้ 7 ที่นั่ง รวมสองสภาได้เพียง 33 ที่นั่ง โดยจำนวนสมาชิกรัฐสภา อาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีเนื้อหาที่ไม่เอื้อต่อเถลิงอำนาจทางการเมืองของกองทัพในอนาคต
บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า เพราะพลพรรคเอ็นแอลดี ถือโอกาสในฐานะพรรครัฐบาล ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น แม้ว่าหลายส่วนจำนวนไม่น้อยอาจเห็นว่า เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลเมียนมาจนทำให้โรคโควิดฯ ระบาดลุกลามจนมีผู้ป่วยติดเชื้อนับแสนคนก็ตาม ขณะที่ ทางกองทัพไปดูแลเรื่องความมั่นคง ชายแดน ส่งผลให้ทางเอ็นแอลดีได้คะแนนนิยมไป พร้อมกับสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่ทางกองทัพ ที่พรรคการเมืองในคาถา พ่ายศึกเลือกตั้งอย่างหมดรูป
อย่างไรก็ตาม เหตุรัฐประหารครั้งนี้ เหล่านักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง ก็มองว่า นอกจากผลเลือกตั้งที่ออกมาข้างต้นแล้ว ก็ถือเป็นการปะทะศึกภายในกองทัพ “ตั๊ดมาดอว์” ด้วย ระหว่างนายทหารกลุ่มเก่า ที่คุ้นเคยกับการสมประโยชน์กับจีนแผ่นดินใหญ่ กับนายทหารกลุ่มใหม่ ที่อิงไปทางหมู่ชาติมหาอำนาจตะวันตก และอินเดีย โดยนายทหารกลุ่มใหม่ และมีคนในฟากรัฐบาลพลเรือนเมียนมาอีกจำนวนหนึ่ง มีความไม่พอใจต่อกรณีที่นายทหารกลุ่มเก่า ถือข้างจีนแผ่นดินใหญ่ จนประเทศเมียนมาทำท่าจะติด “กับดักหนี้” ที่ทางการปักกิ่งใช้เป็น “การทูตการเงินตรา” ในการเรียกหาประเทศต่างๆรวมทั้งเมียนมามาเป็นพวก ก่อนกลายเป็นภาระหนี้สินของประเทศนั้นๆ ไป นอกจากนี้ ยังไม่พอใจเรื่องที่จีนรุกขยายอิทธิพลเข้าเมียนมา ผ่านอภิมหาโครงการ “เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21” หรือ ที่เรียกกันติดปาก “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง - วันเบลท์ วันโรด” จนล่าสุด ก็ได้เห็นภาพนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เดินทางมาเยือนเมียนมา ก่อนหน้าเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุดไม่ถึง 3 สัปดาห์ด้วยซ้ำ ขณะที่ นายทหารกลุ่มใหม่ ก็ไม่น้อยหน้า เพราะเริ่มได้เห็นทหารเรือเริ่มมีบทบาท นอกเหนือจากทหารบกแล้ว รวมรัฐบาลพลเรือนคนรุ่นใหม่ที่ไปอิงกับมหาอำนาจตะวันตกและอินเดียมากขึ้น จนมีการับส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มหาอำนาจเหล่านี้ รวมถึงวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดฯ จากอินเดีย ในฉากความสัมพันธ์ครั้งล่าสุด
ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์ในเมียนมา ที่บรรดาฟากฝ่ายต่างๆ จะเคลื่อนไหวไปอย่างไรนับจากนี้ เพราะมีหลายฝ่ายด้วยกันที่เกี่ยวข้อง