ฤา เบอร์นี แซนเดอร์ส จะได้เข้าไปต่อกรกับ โดนัลด์ทรัมป์

ต่างประเทศ28 ก.พ. 2563 • 17:10 น.
ฤา เบอร์นี แซนเดอร์ส จะได้เข้าไปต่อกรกับ โดนัลด์ทรัมป์
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย ขณะนี้การเมืองของสหรัฐฯทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกๆที ตราบใดก็ตามที่ “วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส” กำลังเร่งเก็บคะแนนให้มียอดสะสมเพิ่มขึ้นเหนือกว่านักการเมืองทุกๆคนในพรรคเดโมแครตที่เข้ามาอยู่ในวงโคจรการแข่งขันเลือกตัวแทนของพรรค และถึงแม้ว่ายอดคะแนนรวมทั้งสามรัฐของวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สจะมีชัยชนะเหนือกว่านักการเมืองในพรรคเดโมแครตทุกๆคนก็ตาม แต่ก็ยังไม่แน่ว่า เขาจะได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตหรือไม่!!! สำหรับการแข่งขันขั้นต้นโค้งแรกที่รัฐไอโอวานั้น ปรากฏว่าวุฒิสมาชิกแซนเดอร์ส สามารถมีคะแนนนำ พีท บูติเจิจไปได้ 6,103 คะแนน ส่วนโค้งที่สองในรัฐนิวแฮมป์เชียร์แซนเดอร์สก็สามารถเก็บคะแนนชนะบูติเจิจไปได้ 3,867 คะแนน และในโค้งที่สามวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สก็ยังสามารถเอาชนะพีท บูติเจิจไปได้อย่างถล่มทลายด้วยคะแนนนำถึง 17,228 คะแนนเช่นกัน อย่างไรก็ตามวันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ การเลือกตั้งขั้นต้นในโค้งที่สี่ ณ รัฐเซ้าท์แคโรไลนา โดย “อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” เคยหวังและตั้งใจเอาไว้ว่า “เซาท์แคโรไลนาจะเป็นรัฐที่เขาได้รับชัยชนะมาเป็นอันดับหนึ่ง” เนื่องจากรัฐนี้มีคนผิวสีถึง 62% ที่นิยมชมชอบเขามากเป็นพิเศษ แต่ขณะนี้กลับปรากฏว่าคะแนนนิยมของเขาสูสีคู่คี่กับแซนเดอร์ส!!! และหากว่าอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดนสามารถเอาชนะวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สในโค้งที่สี่นี้ได้ เขาก็คงจะโล่งอกหายใจคล่องคอไปได้สักระยะหนึ่ง แต่ก็คงไม่นานเพราะโค้งที่ห้าในวันที่ 3 มีนาคม 2020 นี้ ก็จะมีการแข่งขันใน 14 รัฐพร้อมๆกันที่เรียกว่า “ซูเปอร์ทิวส์เดย์” เนื่องมาจากเขายังขาดเม็ดเงินที่จะใช้ต่อสายป่านทางการเมือง สำหรับการแข่งขันในแต่ละโค้งที่ต่างคนต่างพยายามเก็บคะแนนสะสมกันไปเรื่อยๆโดยแบ่งตามสัดส่วนนั้น ใครที่ชนะมาเป็นอันดับหนึ่งก็จะได้รับคะแนนสัดส่วนมากกว่าคนอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ในโค้งที่สาม ณ รัฐเนวาดา วุฒิสมาชิกแซนเดอร์สได้รับชัยชนะไปอย่างท่วมท้น ฉะนั้นเขาจึงได้รับคะแนนสัดส่วนไปถึง 24 คะแนน ส่วนโจ ไบเดน มาเป็นอันดับสองได้รับไป 9 คะแนน พีท บูติเจิจ มาเป็นอันดับสามได้รับคะแนนสะสมเพียง 3 คะแนน ส่วนคนอื่นๆไม่ได้รับคะแนนสะสมเลย แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ถอดใจฮึดสู้กันต่อไป ส่วนชัยชนะของวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส ที่มีติดต่อกันมาถึงสามรัฐนั้น คงเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะวันเผด็จศึกที่ถือว่ามีความสำคัญมากอีกวันหนึ่งน่าจะเป็นวันที่ 3 มีนาคมนี้หรือที่เรียกกันว่า “ซูเปอร์ทิวส์เดย์” และจากการที่ไมค์ บลูมเบิร์ก วางตัวเป็นเจ้าบุญทุ่มควักกระเป๋าใช้เงินของตนเองในการหาเสียง ซึ่งขณะนี้เขาโปรยหว่านไปแล้วถึงสี่ร้อยล้านเหรียญ จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่เขาจะถูกนักการเมืองคนอื่นๆกล่าวโจมตีประชดประชันว่า “ใช้เงินซื้อตำแหน่ง เพื่อเข้าสู่ทำเนียบขาว” และถึงแม้ว่าวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส จะไม่สามารถหาเม็ดเงินได้มากเทียบเท่ากับไมค์ บลูมเบิร์ก ก็ตามที แต่กลับปรากฏว่าเขามียอดเงินที่ได้รับบริจาคมากกว่านักการเมืองค่ายพรรคเดียวกัน ที่ส่วนใหญ่มาจากอเมริกันชนระดับล่างเฉลี่ยแล้วบริจาคกันตกรายละ 18 เหรียญ ส่วนโจ ไบเดน ขณะนี้กำลังถังแตกไม่มีใครบริจาคเงินมาให้ใช้ทุ่มหาเสียงมากเท่าใดนัก!!! อนึ่งจากการหยั่งเสียงของสำนักหยั่งเสียงชื่อดังส่วนใหญ่ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้วุฒิสมาชิกแซนเดอร์สกำลังได้รับคะแนนนิยมเป็นอย่างมาก จนหากว่ามีการเลือกตั้งในขณะนี้ เขาสามารถที่จะเอาชนะประธานาธิบดีทรัมป์ได้ไม่ยาก ส่วนไมค์ บลูมเบิร์ก ที่แม้ว่าจะมีเม็ดเงินใช้ทุ่มหาเสียงถึงหนึ่งพันล้านเหรียญก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะประธานาธิบดีทรัมป์ได้ แล้วอะไรคือ จุดเด่นของวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส สิ่งนั้นก็คือ นโยบายและอุดมการณ์ของเขาอันได้แก่ ประชาธิปไตยสังคมนิยม(Social democracy) ที่สนับสนุนการแทรกแซงของรัฐทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความยุติธรรมทางสังคมภายในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยเขาเสนอนโยบายที่ชัดเจนว่า อเมริกันชนทุกคนจะได้เรียนหนังสือฟรีในระดับมหาวิทยาลัย ทุกคนจะได้รับสวัสดิการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน และจะได้ปลดหนี้จากการกู้ยืมเพื่อเล่าเรียน โดยจะหันไปเรียกเก็บภาษีจากคนรวยสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตามวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “ข้าพเจ้านิยมประชาธิปไตยสังคมนิยม และต้องการจะต่อยอดอุดมการณ์ของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี.รูสเวลท์” ซึ่งเป็นประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของสหรัฐฯ และการที่แซนเดอร์สมีอุดมการณ์เยี่ยงนั้นจึงมีผลทำให้นักการเมืองคู่แข่งในค่ายพรรคเดโมแครตเดียวกันกับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พีท บูติเจิจและรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างก็ออกมาโจมตีตลอดๆว่า “หัวเอียงซ้าย” เท่ากับเป็นการเปิดช่องโหว่ให้ประธานาธิบดีทรัมป์หยิบยกนำเอาประเด็นนี้ไปใช้ต่อยอดโจมตีหากวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ทั้งนี้วุฒิสมาชิกแซนเดอร์สเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์นี้ว่า งบประมาณสำหรับโครงการสวัสดิการสุขภาพที่ต้องการจะให้ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับนั้น จะต้องใช้วงเงินถึง 30 ล้านล้านเหรียญในระยะเวลาสิบปี แต่กลับปรากฏว่าสถาบัน “Urban Institute” ได้ออกมาย้อนแย้งว่า จะต้องใช้เงิน 34 ล้านล้านเหรียญในระยะสิบปีต่างหาก!!! ฉะนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่อุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่จะออกมาประกาศต่อต้านนโยบายสวัสดิการทางด้านสุขภาพของวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สอย่างหัวชนฝา เพราะหากมีการปฏิรูปเกิดขึ้นจริง ก็ย่อมจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่อุตสาหกรรมนี้อย่างแน่นอน อนึ่งยังมีข่าวกรองจากหลายๆสำนักในองค์กรรัฐบาลกลางของสหรัฐฯได้ออกมาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ว่า “รัสเซียกำลังจะเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อีกคราหนึ่ง” โดยข่าวกรองนี้ถูกแจ้งไปยังนักการเมืองในสภาคองเกรส รวมถึงวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สอีกด้วย อย่างไรก็ตามการแข่งขันเลือกตั้งเพื่อเฟ้นหาประธานาธิบดีเข้าสู่ทำเนียบขาวนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากมหาศาล นั่นจึงเป็นที่มาทำให้ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ตัดสินใจจัดตั้งกองทุนที่มีชื่อว่า “The Democratic Unity Fund” ขึ้นมา เพื่อเปิดเรี่ยไรรับเงินบริจาคจากคนอเมริกันที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้มีเพียงพอที่จะนำเอาไปประลองยุทธ์แข่งขันต่อกรกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นหาก “วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส” ชนะได้เข้าไปเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในปีนี้ นับว่าเขาสามารถลบรอยแผลทางใจที่มิได้รับเลือกเมื่อสามปีก่อนนี้ได้อย่างสนิทไร้ร่องรอย และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆการต่อสู้เพื่อรณรงค์หาเสียงระหว่างวุฒิสมาชิกแซนเดอร์สกับประธานาธิบดีทรัมป์ก็คงจะเร้าใจมิใช่น้อย เพราะนักการเมืองทั้งสองต่างก็มีฝีปากที่จัดจ้านแสนคมราวกับกรรไกร ที่มองๆไปแล้วช่างเป็นเกมที่สนุกน่าติดตามอย่างยิ่งละครับ