ฉากโฆษณาชวนเชื่อระหว่าง รัสเซียกับสหรัฐฯ

ต่างประเทศ15 เม.ย. 2565 • 23:00 น.
ฉากโฆษณาชวนเชื่อระหว่าง รัสเซียกับสหรัฐฯ
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย ต้องยอมรับว่าสงครามยูเครนกำลังส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนไปยังทุกๆประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ขยับตัวเพิ่มสูงมากขึ้นทุกทีๆ ขณะนี้แนวทางยุติสงครามดูเหมือนจะลากยาวห่างไกล สืบเนื่องมาจากนักเจรจาทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายยูเครนต่างเล่นแง่ใส่กัน!!! และในขณะที่สงครามยูเครนกำลังดำเนินอย่างต่อเนื่องอยู่นั้น เป็นที่แน่นอนแล้วว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการความได้เปรียบ ฉะนั้นการโฆษณาชวนเชื่อหรือการประชาสัมพันธ์สร้างภาพ เพื่อจ้องโจมตีฝ่ายตรงข้ามจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ปรากฏให้เห็นว่าบรรดาสำนักหยั่งเสียงของรัสเซียที่มีไม่มากนัก แถมความน่าเชื่อถือก็มีค่อนข้างน้อย เนื่องจากสำนักหยั่งเสียงเหล่านั้นล้วนแต่ขึ้นอยู่ภายใต้การสอดส่องควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดจากเครมลิน อาทิ โพลจากสำนักหยั่งเสียง Russian Public Opinion Research Center ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับเครมลินอย่างใกล้ชิด โดยได้สำรวจในวันถัดจากการที่รัสเซียบุกยูเครนปรากฏผลออกมาว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีปูตินเพิ่มขึ้นเป็น 6% และในอีกสามวันต่อมาคะแนนนิยมของปูตินก็เพิ่มขึ้นถึง70% (จาก Atlantic Council 10 มีนาคม 2022) ทว่าจากการสำรวจของกลุ่มองค์กรวิจัยอิสระระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2022 เปิดเผยว่า ชาวรัสเซียที่สนับสนุนสงครามมีราว 58% และที่ไม่เห็นด้วยก็มีราวๆ 23% อนึ่งในอดีตที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปีค.ศ.1991 ชาวมอสโกกว่าห้าแสนคนออกมารวมตัวประท้วงกันที่จัตุรัสแดง พระราชวังเครมลิน เพื่อเรียกร้องให้ “ประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ” แสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่ง เพราะนำพาให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย!!! อย่างไรก็ตามตอนที่รัสเซียตัดสินใจเข้าบุกยูเครนใหม่ๆนั้น ก็มีผู้ที่ออกมาทำการประท้วงราวๆ 15,000 คน และการที่มีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะเกรงกลัว สืบเนื่องมาจากปูตินได้ลงนามใช้กฎหมายลงโทษต่อผู้ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งต่อแนวปฏิบัติของรัฐบาล ที่เครมลินเรียกข้อกฎหมายนี้ว่า “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” โดยมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี โดยเครมลินอ้างว่า จำเป็นจะต้องใช้มาตรการที่รุนแรง เนื่องจากเป็น “สงครามข้อมูล” จากผลสำรวจอิสระที่จัดทำขึ้นโดยซีเอ็นเอ็นก่อนหน้าที่รัสเซียจะบุกเข้าสู่ยูเครนนั้น ปรากฏผลออกมาว่า ชาวรัสเซียราวๆ 50% คิดว่าการใช้กำลังทหารบุกเข้าสู่ยูเครนเป็นสิทธิ์ที่รัสเซียพึงกระทำเพื่อป้องกันมิให้ยูเครนเข้าร่วมกับองค์การนาโต!!! แถมเมื่อตอนที่รัสเซียบุกยูเครนก็ยังมีนักเขียนชื่อดังถึง 17 คน ได้รวมตัวเขียนประท้วงเรื่องการที่รัสเซียบุกเข้าไปโจมตียูเครน นำโดย Svetlana Alexievich นักประวัติศาสตร์และนักหนังสือพิมพ์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปีค.ศ. 2015 ได้ให้สัมภาษณ์ กับสถานีวิทยุ RadioFreeEurope/ Radio Liberty เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2022 นี้ว่า เงินส่วนใหญ่ที่รัสเซียได้จากการขายน้ำมันเอามาใช้จ่ายในด้านโฆษณาชวนเชื่อและด้านการทหารภายในกองทัพ ทั้งนี้เพื่อนนักเขียนของเขาอีก 16 คนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้รัสเซียพูดความจริงถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน โดยนักเขียนกลุ่มนี้ได้เน้นย้ำว่า “รัสเซียควรจะออกมาเปิดเผยความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการบุกเข้าไปรุกรานยูเครน เพราะถือเป็นความทุกข์ทรมาน ความสูญเสีย ความพลัดพราก และยังมีผู้ที่ถูกสังหารจนล้มตายไปจำนวนมาก ซึ่งชาวยูเครนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหล่านั้นต้องตกเป็นเหยื่อของสงคราม” และยังมีนักเขียนชาวรัสเซียเข้าร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกันอันได้แก่ Vladimir Sorokin นักเขียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทางด้าน วรรณคดีสมัยใหม่ของรัสเซีย, Lyudmila Ulitskaya ผู้ชนะรางวัลออสเตรียปี 2014 ด้านวรรณคดียุโรป, Dmitry Glukhovsky นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์, Maria Stepanova นักกวีชื่อก้อง และ Maxim Osipov นักเขียนที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคหัวใจ เป็นต้น!!! เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2022 หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2022 “TV Rain” ซึ่งเป็นสำนักข่าวอิสระแห่งสุดท้ายของรัสเซียโดนกดดันจนต้องปิดสถานีหยุดออกอากาศ สืบเนื่องมาจากสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ออกมารายงานว่า มีชาวยูเครนเสียชีวิตหลายร้อยราย คราวนี้ขอวกกลับมารายงานถึงปฏิกิริยาของสหรัฐฯเกี่ยวกับสงครามยูเครนกันบ้าง สองวันก่อนหน้าที่รัสเซียจะบุกเข้าสู่ยูเครนนั้นจะเห็นได้ว่า “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ออกมาพบปะกับผู้สื่อข่าว ณ ทำเนียบขาว และกล่าวถ้อยแถลงว่า “ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ สหรัฐฯประสานงานอย่างใกล้ชิดกับชาติพันธมิตร กับองค์การนาโตและกับประเทศทั่วโลก เพื่อเตรียมมาตรการคว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบต่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของรัสเซีย” และแล้วสองวันต่อมากองทหารรัสเซียก็เปิดฉากเคลื่อนกำลังบุกเข้าไปโจมตียูเครนจริงๆ เหมือนดั่งที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด โดยรัสเซียทิ้งระเบิดปูพรมโจมตีฐานทัพอากาศและฐานทัพอื่นๆทั่วประเทศยูเครน และอีกหกวันต่อมาประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ออกมากล่าวคำปราศรัยต่อสภาคองเกรสที่เขาคาดสถานการณ์ล่วงหน้าว่า “การรุกรานของรัสเซียต่อยูเครนในครั้งนี้ รัสเซียจะต้องพบกับความล้มเหลวด้วยน้ำมือของกลุ่มผู้ต่อต้านชาวยูเครน” ทั้งนี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังได้กล่าวย้ำต่อไปว่า “สหรัฐฯจะไม่ส่งกองกำลังทหารเข้าไปร่วมสู้รบในประเทศยูเครน” อนึ่งจากการสำรวจของซีเอ็นเอ็นที่มีต่อการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในครั้งนี้ว่า ชาวอเมริกันรู้สึกมีปฏิกิริยาในเชิงบวก และชาวอเมริกัน 69% เห็นพ้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่จะดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย รวมทั้งการที่จะไม่ส่งทหารเข้าไปในยูเครนอีกด้วย อย่างไรก็ตามสามสัปดาห์หลังจากที่รัสเซียบุกเข้าไปรุกรานยูเครนนั้น ปรากฏว่าชาวอเมริกันถึง 86% พอใจต่อมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เท่ากับว่า ขณะนี้คนอเมริกันเริ่มมีน้ำหนึ่งใจเดียวคิดเห็นตรงกัน และในช่วงเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2022 วุฒิสภาสหรัฐฯมีมติเป็นเอกฉันท์อย่างรวดเร็วและปราศจากความขัดแย้งให้ทำการสอบสวนประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ฐานก่ออาชญากรรมสงคราม โดยสนับสนุนให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเร่งสอบสวนปูติน นับว่าในครั้งนี้สภาคองเกรสเห็นด้วย ซึ่งถือเป็นจิตวิทยาที่สภาคองเกรสหนุนหลังสนับสนุนต่อนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อปูตินได้ออกมากล่าวหายูเครนเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ว่า “ยูเครนดำเนินการในห้องปฏิบัติการด้านอาวุธเคมีและชีวภาพ ที่ยูเครนได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ” โดยยูเครนและสหรัฐฯก็ได้ออกมาปฏิเสธอย่างทันท่วงที ที่สหรัฐฯได้กล่าวอธิบายว่า “รัสเซียบิดเบือนโกหกยกเมฆสิ้นดี” โดย นายเน็ต ไพรซ์โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯได้แถลงว่า “สหรัฐฯไม่ได้เป็นเจ้าของหรือเข้าไปดำเนินการห้องปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพใดๆในยูเครน…รัสเซียต่างหากที่มีโครงการอาวุธเคมีและชีวภาพ ซึ่งรัสเซียกำลังจะละเมิดอนุสัญญาที่ว่าด้วยอาวุธเคมีและอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธชีวภาพ” ในที่สุดได้ปรากฏออกมาแล้วว่า “ข้อกล่าวหาที่รัสเซียกล่าวพ่นเอาไว้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” จนกลายเป็นเพียงลมปากที่เงียบหายเข้าไปในกลีบเมฆ!!! กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่ประธานาธิบดีปูติน เคยมีอดีตเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัสเซียมาอย่างยาวนาน แต่กลับคำนวณผิดพลาดมิได้งัดเอาความเชี่ยวชาญแต่เก่าก่อนออกมาใช้แก้ปัญหา จนทำให้ทหารรัสเซียต้องจมปลักอยู่ในยูเครนแบบแก้ไม่ตกไปไม่ถูก อีกทั้งการพูดแบบเลื่อนลอยไร้หลักฐานในเรื่องโครงการอาวุธเคมีและชีวภาพจนต้องหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ ก็ถือเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสสำหรับเขามิใช่น้อย ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ออกมาคาดสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำแต่คะแนนนิยมขณะนี้มีอยู่แค่เพียง 45% ก็ตาม แต่เนื่องจากเขาเป็นคนซื่อสัตย์และมีความรอบคอบต่อตำแหน่งหน้าที่ และยังเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย มีความกล้าหาญ เขาสามารถผนึกพลังร่วมกับชาติพันธมิตรจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อสู้กับเผด็จการแต่ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงไม่นำสหรัฐฯเข้าสู่ นิวเคลียร์ได้หรือไม่ละครับ