ใครได้ใครเสียจากม่านหมอกของสงครามยูเครน?

ต่างประเทศ27 พ.ค. 2565 • 16:00 น.
ใครได้ใครเสียจากม่านหมอกของสงครามยูเครน?
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย ขณะนี้สงครามยูเครนยืดเยื้อติดต่อกันจนขึ้นเดือนที่สี่เข้าไปแล้ว และยังคงมีคำถามต่างๆอีกมากมายที่ไม่สามารถหาคำตอบให้คลายสงสัยได้อย่างชัดเจน อาทิ สหรัฐฯจะให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ยูเครนอย่างไม่มีกำหนดหรือไม่? สงครามยูเครนจะยืดเยื้อไปนานเท่าใด? คนอเมริกันจะอดทนสนับสนุนสงครามยูเครนได้นานสักแค่ไหน? ยูเครนจะสามารถต่อต้านการรุกรานของรัสเซียได้นานเพียงใด? สงครามครั้งนี้จะมีราคาแพงมากน้อยเท่าใด? ปูตินจะสามารถนั่งครองอำนาจนานแค่ไหน? การเจรจาเพื่อยุติสงครามจะเกิดขึ้นเมื่อใด? ปูตินจะบุกฟินแลนด์ สวีเดน หรือโปแลนด์หรือไม่? รัสเซียจะเดือดร้อนต่อนโยบายคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด? ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะสามารถทำให้ปูตินอ่อนแออย่างถาวรได้หรือไม่? และประธานาธิบดีโจ ไบเดนมีคำตอบให้แก่คนอเมริกันชัดเจนแล้วหรือยัง? อย่างไรก็ตามจากผลพวงของสงครามยูเครนที่ผ่านมาในขณะนี้ ปรากฏให้เห็นว่ามีทั้งผู้ที่ได้รับผลประโยชน์และมีทั้งผู้ที่เสียผลประโยชน์ ที่ผมจะขอหยิบยกนำมาวิเคราะห์เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยฝ่ายที่ถือเป็นผู้ชนะได้รับผลประโยชน์จากสงครามในครั้งนี้มีไม่กี่ราย แต่กลับปรากฏถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายว่ามีจำนวนมากมายไม่น้อยเลยทีเดียว!!! สำหรับ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ดูเหมือนว่าเขาสามารถวางรากฐานกำหนดจุดยุทธศาสตร์ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเขาวางแผนล้อมกรอบปกป้องจีนจากผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านการทูตจากสงครามในครั้งนี้ และเนื่องจากจีนไม่ต้องการจะเสี่ยงต่อการเป็นปฏิปักษ์จากประเทศในแถบทวีปยุโรปและประเทศอื่นๆ จีนจึงพยายามหลบมุมสงวนท่าทีวางตัวเงียบๆไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นมากเท่าใดนัก แต่ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าประธานาธิบดีสียังไม่สลัดรัสเซียออกห่างจากอก ยังคงอ้ำๆอึ้งๆพยายามหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของประธานาธิบดีปูตินตลอดมา จึงเป็นผลดีที่ทำให้จีนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากรัสเซียด้วยการซื้อน้ำมันดิบอย่างเงียบๆในราคาต่อรองถูกๆกักตุนเอาไว้วันละกว่า 1.1 ล้านบาร์เรลหรือ 10.1% ของปริมาณผลิตน้ำมันทั้งหมด เพื่อใช้เป็นน้ำมันสำรอง (ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส์และบลูมเบอร์กเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2022) และในขณะเดียวกันรัสเซียก็ต้องการจะหารายได้จากการขายน้ำมัน เพื่อนำไปใช้ในการทำสงครามกับยูเครน ถือว่าขณะนี้จีนและรัสเซียต่างก็มีสัมพันธภาพที่ดีแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน!!! ที่ผ่านมาเห็นได้อย่างเด่นชัดเลยว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและประธานาธิบดีปูตินต่างกระชับความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น โดยผู้นำทั้งสองเคยพบปะพูดคุยกันในฐานะผู้นำประเทศมาแล้วถึง 38 ครั้ง จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกว่า เพราะเหตุใดและทำไมจึงไม่พยายามเข้าไปผลักดันเจรจาให้รัสเซียยุติสงคราม ที่ได้สร้างภาพพจน์ด้านลบสร้างความเสียหายให้แก่จีนมิใช่น้อย ทำให้เห็นได้ว่าจากสงครามยูเครนครั้งนี้อย่างน้อย “จีน” ก็คือผู้ชนะนอกสังเวียนการต่อสู้ สืบเนื่องจากจีนมีพยายามลอยตัวทำตัวเบายืนอยู่เหนือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย!!! ยังเป็นที่น่าสังเกตอีกเช่นกันด้วยว่าเมื่อใดก็ตามที่รัสเซียเริ่มจะมีความเสียเปรียบในสงครามยูเครน เมื่อนั้นประธานาธิบดีปูตินมักจะงัดเอาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ออกมาประกาศข่มขู่ โดยเขากล่าวอ้างว่า “หากมีอาวุธสำคัญอยู่มือแล้ว ไม่เอาออกมาใช้ จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาทำไม” โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2022 นี้ “วุฒิสมาชิกมิตต์ รอมนีย์” หนึ่งในแกนนำของค่ายพรรครีพับลิกันได้ออกมากล่าวว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่สหรัฐฯจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการถูกโจมตีแบบไร้เหตุผลของประธานาธิบดีปูติน” นอกเหนือจากนั้นวุฒิสมาชิกรอมนีย์ยังได้เขียนบทความชิ้นหนึ่งลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่มีเนื้อหาว่า “หากประธานาธิบดีปูตินพบกับความพ่ายแพ้ในสงครามยูเครนครั้งนี้ ไม่เพียงจะทำให้ชีวิตความทะเยอทะยานอยากของเขาต้องพบกับความล้มเหลวเพียงอย่างเดียว แต่เขายังทำให้รัสเซียต้องพบกับความเสื่อมโทรมอย่างถาวรอีกด้วย” สำหรับความเสียหายของการทำสงครามในขณะนี้ปรากฏว่า รัสเซียต้องสูญเสียรถถังไปแล้วจำนวนมากกว่า 650 คัน และเสียรถหุ้มเกราะไปแล้วประมาณ 3,000 คัน ส่วนจำนวนทหารที่รัสเซียสูญเสียไปแล้วมีการประเมินว่า กองกำลังทหารของรัสเซียเสียชีวิตไปแล้วกว่า 15,000 นาย แถมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียก็ได้รับความเสียหายอีกเป็นจำนวนมหาศาล และจากการรายงานของสหประชาชาติจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2022 ปรากฏว่าพลเรือนชาวยูเครนเสียชีวิตไปแล้ว 8,189 คนทหารยูเครนเสียชีวิตประมาณ 3,000 คนและบาดเจ็บอีก 10,000 ราย ส่วนพลเมืองชาวยูเครนที่ต้องลี้ภัยมีมากกว่าหกล้านคน อีกทั้งยังมีบ้านเรือน โรงพยาบาล และสิ่งก่อสร้าง ถนนหนทางต่างๆต้องพังเสียหายยับเยินจากการถูกถล่มโจมตีนับมูลค่าไม่ได้!!! การที่ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์ทางการเมืองได้ดั่งใจต้องการซึ่งนั่นก็คือ เขาต้องการให้กองทัพของรัสเซียสามารถนำทัพเข้าไปยึดกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนจนเป็นผลสำเร็จ จึงมีผลทำให้ประธานาธิบดีปูตินเกิดอาการเสียหน้า และยังถูกโดนกล่าวหาว่า เขาเป็นอาชญากรสงครามอีกด้วย ถึงแม้ว่ารัสเซียจะไม่ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มประเทศG 7 แต่รัสเซียก็ยังมีมิตรประเทศ เช่น เม็กซิโก ซาอุดิอาระเบีย อัฟริกาใต้ และ จีนร่วมเป็นชาติพันธมิตร สำหรับฝ่ายยูเครนนั้นปรากฏว่าขณะนี้ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆมากถึง 30 ประเทศ โดยมีสหรัฐฯเป็นประเทศหลักที่ส่งทั้งอาวุธและปัจจัยความช่วยเหลือต่างๆให้แก่ยูเครนไปแล้วทั้งสิ้นเริ่มตั้งแต่วันที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2022 นี้เป็นยอดเงินถึง 54 พันล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจาก The Upshot May 20, 2022) การที่สหรัฐอเมริกาผนึกร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับนาโตด้วยการส่งอาวุธยุทธโธปกรณ์ให้แก่ชาวยูเครนนั้น สืบเนื่องมาจากทั้งสหรัฐฯและนาโตเล็งเห็นถึงความเป็นนักสู้ที่สู้ยิบตาแบบไม่ถอย เพื่อปกป้องเสรีภาพของประเทศชาติเยี่ยงยูเครน รวมถึงทั้งสหรัฐฯและนาโตต้องการจะสั่งสอนรัสเซียอีกด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาองค์การสหประชาชาติที่เคยมีความศักดิ์สิทธิ์ได้รับการยกย่องยอมรับว่า “เป็นตัวกลางสามารถเจรจาหาข้อยุติ เพื่อนำไปสู่สันติระงับข้อพิพาทที่ยั่งยืน แต่กลับปรากฏว่าขณะนี้องค์การสหประชาชาติหมดแรงศรัทธาไม่สามารถสร้างบทบาทที่สำคัญนี้ได้!!!” กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นสงครามยูเครนกำลังส่งผลกระทบแพร่กระจายออกไปในวงกว้างต่อบรรดาชาวโลกทำให้ราคาทรัพยากรด้านพลังงานพุ่งสูงมากขึ้น และสงครามยูเครนยังแบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝักสองฝ่ายทำให้เกิดค่ายตะวันออกและค่ายตะวันตก ส่วนการกำหนดผู้ชนะและผู้แพ้ในสงครามยูเครนนับเป็นเรื่องยากที่ยังมองไม่ออก เพราะทุกๆคนบนโลกใบนี้ต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แต่ในทางกลับกันจะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เป็นอย่างมากก็คือ บริษัทผลิตอาวุธทั้ง 8 แห่งของสหรัฐฯ รวมไปถึงบริษัทโบอิ้ง และ Raytheon Technologies ที่มีผลทำให้ราคาหุ้นของทั้งผู้ผลิตอาวุธเหล่านี้พุ่งทะยานสูงขึ้นตามลำดับละครับ