สหรัฐฯ และ จีน จะหลีกเลี่ยง สงครามเย็นได้หรือไม่?
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
บทความนี้ผมเขียนจากประสบการณ์ชีวิตที่ผมเคยมีต่อสหรัฐอเมริกาและจีน
ผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยได้รับโอกาสอย่างมากมายมหาศาลทั้งทางด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ไปจนถึง ระดับปริญญาเอกและยังได้รับทุนในโปรแกรม “Community Scholars” ที่ UCLA ต่อจากนั้นเมื่อจบการศึกษาแล้ว ผมก็ประกอบสัมมาอาชีพทางด้านการธนาคารและการเงิน ณ สหรัฐอเมริกายาวนานกว่า 30 ปีอีกด้วย!!!
โดยผมสามารถพูดอย่างภาคภูมิใจเต็มที่ได้เลยว่า “รักและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ การที่มีวันนี้ได้ สืบเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้ตลอดมา”
ขณะนี้ผมเดินทางกลับไปพำนักในสหรัฐอเมริกาเพื่อทำธุรกิจส่วนตัวชั่วคราว และเมื่อผมใช้เวลาอยู่ที่สหรัฐฯมาแล้วสักพักหนึ่ง ผมรู้สึกชื่นชมต่อคุณสมบัติและการบริหารประเทศของ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” เป็นอย่างมาก
ทว่าตอนนี้ผมกลับรู้สึกห่วงใยและมีความกังวลต่อนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มีท่าทีว่า กำลังรวมพลมองหาสมัครพรรคพวกทั้งประเทศเล็กๆที่มีประชากรไม่มีกี่แสนคน เรื่อยไปจนถึงประเทศมหาอำนาจ อาทิ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี หรือแม้กระทั่ง ประเทศอินเดีย
ประเทศต่างๆที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้เชื้อเชิญเข้าร่วมประชุมสุดยอดผ่านทางการประชุมออนไลน์ผ่านซูมระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2021 ได้แก่ประเทศ แอลเบเนีย,แองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา,อาร์เจนตินา,อาร์เมเนีย,ออสเตรเลีย,ออสเตรีย,บาฮามาส,บาร์เบโดส,เบลเยียม,เบลีซ,บอตสวานา,บราซิล,บัลแกเรีย,กาบูเวร์ดี,แคนาดา,ชิลี,โคลอมเบีย,คอสตาริกา,โครเอเชีย,ไซปรัส,สาธารณรัฐเช็ก, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เดนมาร์ก,โดมินิกา,สาธารณรัฐโดมินิกัน,เอกวาดอร์,เอสโตเนีย,สหภาพยุโรป,ฟิจิ,ฟินแลนด์,ฝรั่งเศส,จอร์เจีย,เยอรมนี,กานา,กรีซ,เกรเนดา,กายอานา,ไอซ์แลนด์,อินเดีย,อินโดนีเซีย,อิรัก,ไอร์แลนด์,อิสราเอล,อิตาลี,จาเมกา,ญี่ปุ่น,เคนยา,คิริบาส,โคโซโว,ลัตเวีย,ไลบีเรีย,ลิทัวเนีย,ลักเซมเบิร์ก,มาลาวีมาเลเซีย,มัลดีฟส์,มอลตา,หมู่เกาะมาร์แชลล์,มอริเชียส,เม็กซิโก,ไมโครนีเซีย,มอลโดวา,มองโกเลีย,มอนเตเนโกร,นามิเบีย,นาอูรู,เนปาล,เนเธอร์แลนด์,นิวซีแลนด์,ไนเจอร์,ไนจีเรีย,มาซิโดเนียเหนือ,นอร์เวย์,ปากีสถาน,ปาเลา,ปานามา,ปาปัวนิวกินี,ปารากวัย,เปรู,ฟิลิปปินส์,โปแลนด์,โปรตุเกส,สาธารณรัฐเกาหลี,โรมาเนีย,เซนต์คิตส์และเนวิส,เซนต์ลูเซีย,เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์,ซามัว,เซาตูเมและปรินซิปี,เซเนกัล,เซอร์เบีย,เซเชลส์,สโลวาเกีย สโลวีเนีย,หมู่เกาะโซโลมอน,แอฟริกาใต้,สเปน,ซูรินาเม,สวีเดน,สวิตเซอร์แลนด์,ไต้หวัน,ติมอร์-เลสเต,ตองกา,ตรินิแดดและโตเบโก,ตูวาลู,ยูเครน,สหราชอาณาจักร,อุรุกวัย,วานูอาตู และตามมาด้วยประเทศแซมเบีย
และจากรายงานของ “Freedom House” ประจำปี 2021 ที่มีเนื้อหาสาระน่าสนใจที่ว่า ประเทศเหล่านี้มีประเทศที่เป็นประชาธิปไตยถึง 77ประเทศ หรือประมาณ 69% ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มประเทศในแถบทวีปยุโรปถึง 39 ประเทศ ส่วน 31 ประเทศหรือถือเป็น 28% เป็นประเทศกึ่งประชาธิปไตยและกึ่งเผด็จการ แต่อีก 3 ประเทศหรือถือเป็น 3% อยู่ในระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบอันได้แก่ ประเทศแองโกลา คองโกเป็นต้น แต่น่าแปลกมิใช่น้อยที่สหรัฐฯกลับมิได้เชิญมิตรเก่าแก่อย่างเช่นประเทศไทย!!!
อนึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมาชูธงปกป้องระบอบประชาธิปไตยชนิดหัวชนฝาโดยอ้างว่า “ระบอบประชาธิปไตยมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ พวกเราจะต้องร่วมกันปกป้อง และร่วมกันต่อสู้ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดความเข้มแข็งในที่สุด”
ส่วนเป้าหมายหลักๆในการประชุมสุดยอดของ 110 ประเทศ ก็เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการ ต่อต้านคอร์รัปชั่น และต่อต้านการละเมิดสิทธิด้านมนุษยชน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยชูประเด็นนี้เอาไว้เมื่อครั้งที่เขาหาตระเวนหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2020 สืบเนื่องมาจากเขาเล็งเห็นว่า ปัจจุบันนี้ระบอบประชาธิปไตยเริ่มเสื่อมถอยลง และระบอบเผด็จการมีความเติบโตเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยึดเอามาเป็นพลังสำคัญหลักๆได้แก่ บรรดาพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกาในแถบทวีปยุโรป ร่วมไปกับกลุ่มประเทศอียู ซึ่งส่วนหนึ่งของประเทศเหล่านี้มาจากกลุ่มที่ก่อตั้งสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก โดยองค์การสำคัญเหล่านี้ถือเป็นเสาหลักในการเสริมสร้างความมั่นใจต่อระบอบประชาธิปไตย
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาขณะที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในสหรัฐฯนั้น ผมเล็งเห็นว่าคนจีนมีความชื่นชมสหรัฐฯเป็นอย่างมากถึงขั้นที่พยายามขวนขวายส่งลูกส่งหลานไปศึกษาในสหรัฐอเมริกา จนขณะนั้นนักศึกษาจีนนับเป็นนักศึกษานานาชาติที่มีจำนวนมากที่สุดในสหรัฐฯ
แม้กระทั่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ยังส่งธิดาสุดที่รักคนเดียวของเขาไปศึกษาที่ฮาร์วาร์ด อีกทั้งเมื่อวัยหนุ่มประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เองก็ยังเคยเดินทางไปศึกษาดูงานในสหรัฐฯด้วยเช่นกัน!!!
เมื่อครั้งที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ณ ประเทศสหรัฐฯ ผมมีเพื่อนนักศึกษาที่มาจากประเทศจีนมากมายหลายคน และผมก็ยังเคยได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศจีนแบบตัวต่อตัวจากศาสตราจารย์ชาวจีนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการต่างประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ขณะที่ผมทำงานอยู่ ณ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาข้อมูลจาก Dr. Gua Hui รองศาสตราจารย์จากประเทศจีนที่ก่อตั้งวิทยาลัยนวัฒกรรมและดร.ภัทรภณ ศิลารักษ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติที่จบจากกรุงปักกิ่งได้อธิบายให้ผมฟังว่านักศึกษาจีนไม่นิยมไปเรียนที่รัสเซียทั้งๆที่ระบบการเมืองเหมือนกันกับจีนแต่กลับนิยมไปเรียนในสหรัฐอเมริกา
สำหรับการประชุมสุดยอดนานกว่าสามชั่วโมงครั้งล่าสุดระหว่าง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมที่ดำเนินไปด้วยบรรยากาศที่ราบรื่นฉันทมิตร โดยผู้นำแห่งประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทั้งสองท่านนี้ต่างก็ให้ความเคารพต่อกัน
แต่เป็นเพราะเหตุใดที่ขณะนี้ทั้งสองผู้นำต่างทำท่าวางเฉย ไม่ยอมสมานไมตรีเปิดการเจรจาเพื่อยุติข้อขัดแย้งกันอีก แทนที่การมุ่งเผชิญหน้าที่จะสร้างความตึงเครียดให้แก่บรรดาเพื่อนมนุษย์นานาประเทศทั่วโลก
สำหรับการประชุมสุดยอดที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2021 นี้ ปรากฏว่าสองประเทศมหาอำนาจในระบอบเผด็จการอันได้แก่ จีนและรัสเซีย มิได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม จึงมีผลให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นหลายๆประเด็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนต้องการจะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างโลกเสรีกับขั้วลัทธิคอมมิวนิสต์ใช่หรือไม่?
เราจะต้องยอมรับความจริงในเรื่องที่ว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขณะนี้ก็ตาม แต่สหรัฐฯก็ยังคงมีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศมากมายหลายเรื่อง ทำนองเดียวกันกับจีนและรัสเซีย ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า ระบอบการปกครองทั้งสองระบบนี้ ก็มิได้เพอร์เฟกต์สมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งคู่!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นแม้ว่าในอดีตเมื่อสามสิบปีก่อนสงครามเย็นอันน่าขมขื่นได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเสียวสันหลังว่า สงครามเย็นอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็เป็นไปได้ ตราบใดที่ผู้นำของสหรัฐอเมริกาและจีนยังคงมีความหวาดระแวงต่อกัน ซึ่งหากเป็นไปได้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน น่าจะเก็บเกี่ยวเรียนรู้จาก อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ยึดหลักว่า จีนและสหรัฐอเมริกาต้องร่วมมือต่อกัน อีกทั้งอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนแรกที่เดินทางไปเยือนจีนสมัยแรกที่ได้รับการเลือกตั้งนั่นก็คือ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 2009 ซึ่งจะเห็นได้ว่าอดีตประธานาธิบดีโอบามา เปิดใจกว้างพยายามสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นแก่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนน่าจะยึดเอาเป็นแบบอย่างและคิดหาทางประชุมสุดยอดระหว่างสองประเทศ ที่อาจจะเรียกว่า การประชุมสุดยอด G-2 เพื่อสมานมิตรไมตรีที่ดีต่อกันก็ได้ละครับ